Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันสุดท้ายของการตามล่าซากุระ เป้าหมายในวันนี้คือจังหวัดฟุกุโอกะ

เริ่มเดินทางจากเบปปุตอนเวลาประมาณ 8 โมง ด้วยรถไฟด่วน Sonic ราคาตั๋วจองล่วงหน้าอยู่ที่ 2,570 เยน ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง

รถไฟ Sonic เป็นรถด่วนหรูสุดพิเศษ ภายนอกและภายในตกแต่งดูดี ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งเครื่องบิน มีพื้นที่กว้างขวางและทางเชื่อมที่ใช้ชมวิวได้

หน้าสถานีเบปปุ มีตาลุงโดนเด็กไล่ฟาด ท่านผู้นี้คือคนที่เริ่มบุกเบิกเมืองออนเซ็นที่เบปปุจนผู้คนต่างยกย่อง

ภาพสุดท้ายก่อนออกจากเมืองแสนสงบ

หน้าตาดูดีแตกต่างจากรถด่วนทั่วไปนัก

แม้รถจะเก่าแล้ว แต่ภายนอกก็ยังดูดีอยู่

ที่นั่งดูเบาะหนังคลาสสิค

ทางเดินระหว่างตู้ดูหรูหรา

ภายนอกและภายในห้องน้ำอย่างกับห้องน้ำบนเครื่องบิน

วิวตลอดการเดินทาง ทุ่งนาและท้องฟ้า

มีเมืองให้เห็นบ้างประปราย

และแล้วก็ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ณ สถานีฮากาตะ สถานีใหญ่ใจกลางเมือง ที่นี่มีคนพลุกพล่านเยอะกว่าสองจังหวัดที่ผ่านมา ดูมีสีสันและชีวิตชีวามากกว่า

มีผู้คนและนักท่องเที่ยวเดินกันเต็มไปหมด

ก่อนที่จะออกไปตามหาซากุระ ก็เอากระเป๋าไปฝากซะก่อน โรงแรมที่พักคราวนี้ชื่อ Reisenkaku อยู่ไม่ไกลจากสถานีเดินเพียงสิบนาทีเท่านั้น

โรงแรมนี้ค่อนข้างมีอายุพอสมควรดูจากการตกแต่งและสภาพเฟอร์นิเจอร์ แต่ถึงกระนั้นก็มีรางวัลการันตีอยู่ (ล่าสุดปี 2014) เพราะฉะนั้นก็วางใจได้ในระดับนึง ราคาต่อคืนประมาณ 1,200 บาทต่อท่าน

reisenkaku

ที่พักไม่ไกลสถานี

บริเวณนั้นจะมีโรงแรมหลายหลัง หาอันที่ดูเก่าที่สุด

ภายในค่อนข้างเก่า

ป้ายการันตีความพึงพอใจ

ถึงจะเก่าแต่ก็สะอาด

พื้นที่กว้างขวางพอตัว

กลับมาที่ภารกิจตามล่าซากุระวันสุดท้าย สถานที่จะไปคือสวนสาธารณะ Uminonakamichi และ Maizuru ทั้งสองที่นี่ได้รับการรีวิวให้ไปชมซากุระเป็นอันดับต้นๆ

ผมเริ่มจากการไปสวน Uminonakamichi ก่อน เพราะอยู่ไกลจากตัวเมือง โดยเดินทางไปด้วยรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Uminonakamichi ใช้เวลาจากสถานีฮากาตะประมาณ 40 นาที นับว่านานใช้ได้

sakura

ด้านบนคือสวน Uminonakamichi ด้านล่างคือสวน Maizuru

ในรถไฟมีครอบครัวนักท่องเที่ยวนั่งกันมาก สงสัยจะไปดูซากุระกัน

ช่วงที่จะถึงสถานีจะเห็นสันทรายอยู่ข้างทางเป็นแนวยาว น่าจะเอาไว้กั้นคลื่นมั้ง

และแล้วก็ถึงสถานี ทางเข้าสวนจะอยู่ติดกับสถานีเลย

ราคาค่าเข้าชมสวนจะอยู่ที่ 410 เยน ราคาไม่แพงเลยถูกกว่าค่าข้าวอีก

พอผ่านเข้าไปแล้วก็จะเจอป้ายเส้นทาง โดยเราสามารถชมสวนได้สองวิธี คือ จะเดินหรือจะปั่น เนื่องด้วยสวน Uminonakamichi เป็นสวนที่มีขนาดใหญ่มาก เลยมีผู้คนเลือกที่จะปั่นกันมากมาย และแน่นอนผมคงไม่พลาดเช่นกัน แต่ทว่า… คนปั่นกันเยอะเกินจนจักรยานเช่าหมด -_- สุดท้ายก็ต้องเดินเอา

เนื่องด้วยสวนนี้มีขนาดใหญ่ ทำให้มีต้นไม้มากมายซึ่งรีวิวเคลมไว้ว่าที่นี่มีต้นซากุระถึง 2,000 ต้น เห็นเขียนมาแบบนั้นผมเลยหวังว่าจะได้เห็นต้นซากุระบานตลอดทาง แต่… แต่อีกแล้ว แต่ว่าผมมาเร็วไปหน่อย มันเพิ่งจะเริ่มบานเลยเห็นเป็นหย่อมๆเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังงดงามอยู่ดี ถ้ามาช้ากว่านี้ซักสองสามวันคงสวยมากๆแน่

นอกจากขนาดสวนที่ใหญ่และต้นซากุระมากมาย ที่สวนนี้ยังแบ่งโซนออกเป็นหลายโซน มีทั้งสวนเด็กเล่นขนาดใหญ่ บอกได้เลยว่าใหญ่จริง มีอะไรให้เล่นเยอะมาก โซนสวนดอกไม้ โซนสวนสัตว์ ซึ่งสวนสัตว์ที่นี้สามารถยื่นจับสัตว์ได้ตามใจชอบ เพราะกรงกั้นเตี้ยมาก ก็น่าสงสัยว่าสัตว์พวกนี้ไม่เคยคิดหนีกันเหรอ

ด้วยราคาที่ถูกเหลือเชื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับในสวนนี้ ถึงแม้ดอกซากุระจะยังบานไม่สะใจ แต่ก็ได้รับความพึงพอใจมากทีเดียว

ตั๋วถูกราคาย่อมเยา

จักรยานเช่าต่อวัน 700 เยน หรือจะเลือก 3 ชม.ราคา 400 เยนก็ได้

โซนเช่าจักรยานจะมีหลายจุดในสวน แต่ก็หมดซะทุกที่ แนะนำให้เอามาเองเลยดีกว่า

เลนจักรยานชัดเจน อย่าเผลอเดินเข้าไปนะจ๊ะ

ดอกไม่บานเลยเป็นกิ่งไม้แห้งๆแทน

บรรยากาศสุดโรแมนติก… ถ้ามันบานมากกว่านี้นะ

ก่อนที่จะถึงโซนสนามเด็กเล่น จะเจอโซนอาหารดักก่อน ดูไม่หรูหรามากมาย ราคาอาหารแอบแพงอยู่

ดูผ่านๆแล้วนึกว่าดรีมเวิร์ลบ้านเรา

ค่าเข้าถูก แต่อาหารแพ๊งแพง

รสชาติพอประทังชีวิต

โซนสนามเด็กเล่น มีเครื่องเล่นให้เล่นเยอะดี

ด้วยราคาค่าเข้าสำหรับเด็กเล็กอยู่ที่ 80 เยนเท่านั้น เลยเป็นสถานที่ที่พ่อแม่มักจะพามาเดินเล่นกัน

ครอบครัวสุขสันต์

คู่นี้เห็นพยายามถ่ายหลายทีมาก นับถือในความพยายาม

บรรยากาศร่มรื่น มีลมเย็น แต่แดดก็แรงจนแสบตาเช่นกัน

โซนสวนดอกไม้นานาพันธุ์

ดอกไม้ได้รับการดูแลอย่างดี สีสันบาดตา

นั่งเล่นได้ทั้งวัน

ไม่รู้ต้นอะไร แต่กิ่งสวยดี

สวนสัตว์จะอยู่กินอาณาบริเวณสวนที่นี้ค่อนข้างเยอะ เดินหลุดจากสวนดอกไม้ไม่นานก็จะเจอ

มีแอบมองด้วย

สบายไปมั้ย

จิงโจ้พันธุ์อะไรซักอย่าง เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก

จากการสังเกตุสัตว์หลายๆพันธุ์ในนี้ มักจะนอนกลิ้งกันหมด สงสัยจะเบื่อ

อุ๊ย โดนแอบมอง

สัตว์ในนี้ดูอุดมสมบูรณ์ เช่น แกะตัวนี้ ชีวิตนี้เคยโดนตัดขนมั้งมั้ย

แต่อัลปาก้าในนี้โดนตัดขนเกรียนกันหมด

อียอร์หน้าป่วย

บรรยากาศรื่นรมย์

เดินเล่นฆ่าเวลาไปพักใหญ่ ถึงเวลาไปสวนที่สองกัน การเดินทางก็เช่นเคย นั่งรถไฟยาวไปลง Akasaka หรือจะเลือกไปลง Ohorikoen ก็ได้ถ้าต้องการไปสวน Ohori ด้วย

ออกจากสถานีเดินเข้าทางปราสาทฟุกุโอกะ จะเป็นซากปราสาทเล็กๆที่เหลืออยู่ หลุดออกมาก็จะเป็นสวน Maizuru แม้สวนนี้จะมีขนาดเล็กกว่าสวน Uminonakamichi แต่ซากุระบานสะพรั่งกว่ามาก บางต้นก็บานเกือบเต็มต้นแล้ว

maizuru

จากสถานีนี่เลือกไปได้สองสวน แต่ถ้าจะชมซากุระต้องมาทาง Maizuru

ถนนบริเวณนี้มีการแบ่งเลนคนเดินกับจักรยานชัดเจน

เริ่มเห็นต้นซากุระตามทาง

หมาชมซากุระหน้าเคลิ้ม

ยิ่งใกล้ทางเข้าสวน ซากุระยิ่งเยอะ

ปราสาทฟุกุโอกะที่เห็นอยู่ คือทั้งหมดที่เหลืออยู่… แค่นี้จริงๆ

ด้านในมีจัดงาน ร้านอาหารมากมาย

ดูน่ากินซะทุกอย่าง

อา ข้าวโพด น่ากินจัง

เครื่องเล่นนี่น่าสนใจไม่น้อย

เล่นได้ทุกวัย

ครอบครัวสุขสันต์อีกแล้ว

ที่ฟุกุโอกะถึงจะลมเย็น แต่แดดแรงสุดยอด พกร่มไว้ก็เป็นเรื่องดี

สาวๆเมืองฟุกุโอกะ

หมาเมืองนี้ตัวเล็กกันจริงๆ

ซากุระเต็มต้น!!!!

มีคนมานั่งชมดอกไม้กันเต็มไปหมด

ต้นซากุระเต็มไปหมด มองทางไหนก็ดูดี

จุดชมวิวนี้จะปิดตอน 6 โมง เพื่อเตรียมเปิด light up

บนนี้จะเห็นสวนได้โดยรอบ

อีกฟาก สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตก

ก่อนกลับรูปสุดท้าย

และแล้วก็จบภารกิจตามล่าหาซากุระสำเร็จไปด้วยดี ประสบการณ์การเห็นซากุระครั้งแรกบอกได้เลยว่าตื่นตามาก ถึงแม้จะยังไม่บานเต็มต้นก็เถอะ ไว้ปีหน้าจะกลับมาดูซากุระบานเต็มต้นให้ได้

ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีครับ

  • 4
  •  
  •  


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

มาถึงวันตามล่าซากุระวันที่สาม วันนี้ภารกิจหลักคือทั่วร์บ่อนรกออนเซ็น (Jigoku Meguri) ทั้ง 8 บ่อ น่าเสียดายที่เมืองเบปปุนี้แทบไม่มีต้นซากุระให้เห็นซักเท่าไหร่ เลยไม่ได้เน้นเดินหาซากุระแบบเมื่อวาน

เริ่มต้นวันด้วยการกินอาหารเช้าบุฟเฟต์ที่โรงแรม อาหารเช้าเป็นแบบง่ายๆ ไม่รู้จะระบุสัญชาติอะไรดี แต่หลักๆก็คงจะเป็นญี่ปุ่น รสชาติพอโอเคในราคา 500 เยน ก็ถือว่าถูกกว่าไปเดินซื้อที่ร้านคอมบินิ

ห้องอาหารตกแต่งแบบ minimal

ใช้ตั๋วด้วยระบบซื่อสัตย์ ไม่มีพนักงานเช็ค

อาหารหลากหลาย แต่ดูน่ากินอยู่ไม่กี่อย่าง

สุดท้ายก็ตักมาไม่กี่อย่าง รสชาติพอโอเค

การเดินทางไปทัวร์บ่อนรกสามารถใช้ตั๋วรถบัส Free Beppu Mini Pass (เขียนว่าฟรี แต่ไม่ฟรีนะจ๊ะ) ราคาค่าตัวที่ 900 เยน เดินทางได้ทั่วเบปปุ

หลังจากที่ได้ตั๋วมาแล้ว จะได้ใบไกด์ทัวร์ สามารถเลือกเส้นทางทัวร์อื่นๆได้ตามใจชอบ ซึ่งแน่นอนทัวร์ที่ผมเลือกก็คือเส้นทางไปบ่อนรกนั้นเอง โดยตั๋วนี้จะสามารถใช้ได้กับรถบัสของเครือ Kamenoi สังเกตุได้จากหลายรถจะเป็นมาสค๊อตรถบัสสีเขียวหรือสีแดง ชื่อ Kuru กับ Suba นอกจากรถสองคันนี้แล้ว สามารถขึ้นรถในเครือที่ติดสติ๊กเกอร์มาสค๊อตนี้ไว้ เพราะฉะนั้นต้องส่องสติ๊กเกอร์แปะรถให้ดี

ในคู่มือทัวร์จะอธิบายเส้นทางเที่ยวไว้อย่างละเอียด

ป้ายเส้นทางต่างๆที่รถบัสจะผ่าน

ที่นี้จะใช้รถบัสเป็นพาหนะหลัก จะไม่มีรถรางแบบเมืองคุมาโมโต้

ที่ป้ายรถเมล์จะมีระบุสายรถเมล์ที่สามารถใช้ pass ได้ สังเกตุได้จากมาสค๊อตที่แปะอยู่

จากในเมืองนั่งรถสาย 26 ไปที่บ่อแรกชื่อ chi no ike jigoku หรือบ่อเลือด รถบัสจะขับเลียบหากไปเรื่อยๆ ทำให้มองเห็นชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึงที่หมาย ที่ป้ายนี้จะอยู่ระหว่างสองบ่อคือ chi no ike jigoku กับ tatsumaki jigoku ผมเลือกไปบ่อเลือดก่อนเพราะอยู่ใกล้กว่า

ถึงที่หมายก็จะเห็นยักษ์เฝ้านรกยืนต้อนรับ เหตุผลที่บ่อน้ำร้อนเหล่านี้ถูกตั้งชื่อว่าบ่อนรก เพราะทุกบ่อนั้นจะมีความร้อนสูง ซึ่งสูงเกินกว่าจะลงไปแช่ได้ มีตั้งแต่ 60 องศาไปจนถึง 100 กว่าองศา ถ้าลงไปแช่คงไม่ต่างจากโดนต้มในกะทะทองแดงแน่ๆ

การจะเข้าชมบ่อทั้ง 8 ได้ จะต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อน โดยจะเลือกซื้อเป็นจุดๆไป หรือเหมาจ่ายทีเดียวก็ได้ สำหรับค่าเข้าชมแบบ 8 บ่อจะอยู่ที่ 2,100 เยน แต่ถ้ามี pass จะได้ลดเหลือ 1,890 เยน

หลังจากที่ผมได้ตั๋วมาแล้วก็ทำให้ผมตระหนักได้ว่า… จริงๆแล้วผมมาผิดที่ จริงๆแล้วบ่อเลือดนั้นเป็นบ่อสุดท้ายแต่ผมดันเลือกมาเป็นที่แรก กลายเป็นทัวร์ย้อนกลับซะงั้น

มาเริ่มที่บ่อแรก (ของผม) chi no jigoku หรือ บ่อเลือด ที่มาของชื่อนี้มาจากบ่อที่มีสีแดงเหมือนเลือดซึ่งเป็นสีของโคลน มีความร้อนสูงถึง 60 องศา สังเกตุจากไอน้ำที่สูงมาก คิดว่าคงไม่มีใครสามารถลงไปแช่น้ำได้แน่ๆ

ถึงแม้ว่าน้ำจะเดือดจนแช่ไม่ไหว  แต่ก็มีจุดเช่าเท้าอยู่ใกล้ๆ เป็นบ่อที่ทำอุณหภูมิไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวมาลองแช่ได้ แนะนำให้เตรียมผ้าขนหนูมาด้วยก็ดี เพราะตอนที่แช่เสร็จเจอลมแล้วมันสะท้านมาก

jigoku

บ่อจะแบ่งเป็นสองจุดคือสองบ่อบนกับหกบ่อล่าง ตามทัวร์จริงๆจะเริ่มจากล่างแล้วขึ้นบน แต่ผมดันนั่งรถจากอีกฝั่ง ไปเริ่มจากบนลงล่างแทน

ระหว่างรอรถบัสเมืองเงียบสงบดี

มาถึงก็เจอยักษ์ต้อนรับ

ทางเข้าดูขลัง

ตั๋วชมบ่อนรก ข้างในจะเป็นตั๋วฉีกสำหรับ 8 บ่อ

เลือด!!!!!! ดูๆไปเหมือนดินแดงมากกว่า

มีทางขึ้นไปดูบ่อจากด้านบน

ดูไม่น่าแช่จริงๆนั้นแหละ

แช่เท้าตอนลมแรงๆนี้ทำเอาไม่กล้าเอาเท้าขึ้นมา

น้ำตกเล็กๆ ข้างๆ ไม่แน่ใจว่ามาจากแหล่งน้ำเดียวกันรึเปล่า

ยักษ์แดง ณ จุดขายของฝาก มาแล้วต้องเสียตังค์ ไม่งั้นจะโดนลากลงนรก

 

ต่อจากบ่อเลือดไปต่อที่ tatsumaki jigoku ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี เรียกว่าบ่อน้ำพุแล้วกัน เพราะบ่อนี้มีความพิเศษตรงที่บ่อจะมีน้ำพุ่งสูงขึ้นมาด้วยความร้อนจากใต้ดินเป็นระยะๆ เข้าใจบ่อนี้ตั้งอยู่ตรงจุดที่แม๊กม่าเคลื่อนตัวอยู่ เลยมีความร้อนสูงถึง 160 องศา ทำให้น้ำระเบิดพุ่งออกมา ระยะทำการแสดงจะเปิดรอบทุก 40-60 นาที เป็นเวลา 15 นาที สามารถนั่งรอชมการแสดงได้ที่เก้าอี้รอบๆที่จัดเตรียมไว้แล้ว

กลับไปทางป้ายรถบัส เดินเลยไปอีกหน่อยจะเห็นทางเข้า ดูเผินๆนึกว่าโรงแรมไม่ก็ร้านอาหาร

เป็นบ่อที่เล็กที่สุดในบรรดา 8 บ่อ

รอชมการแสดงได้ข้างๆ

ก่อนน้ำจะพุ่งขึ้นมา จะมีกลิ่นเหมือนกัมมะถันกระจายไปทั่ว ประมาณอีกเกือบสิบนาทีก็จะพุ่งกระทบหลังคาถ้ำหิน

 

ครบสองบ่อแรก ไปต่อกันกับหกบ่อที่เหลือ หกบ่อนี้จะตั้งอยู่ตรงเขตคันนะวะ เป็นบริเวณที่มีแหล่งน้ำพุเต็มไปหมด เรียกได้ว่าแทบทุกจุดเป็นออนเซ็นได้เลย เพราะมีไอน้ำลอยขึ้นมาทุกจุดไม่เว้นกระทั่งท่อน้ำทิ้ง…. ไอน้ำจากท่อน้ำทิ้ง -_-

ลงจากรถบัสเดินอีกประมาณห้านาทีถึงบ่อที่สาม คือบ่อ shira ike jigoku หรือบ่อขาว ความพิเศษของบ่อนี้คือน้ำสีฟ้าซึ่งเกิดจากแรงดันทำให้น้ำมีการเปลี่ยนสีไป ไม่ใช่การเปลี่ยนสีเพราะพื้นบ่ออย่างบ่อเลือด นอกจากความพิเศษของบ่อแล้ว ที่บ่อนี้จะมีการตกแต่งแนวเซน มีการจัดสวนเหมาะสำหรับนั่งชมธรรมชาติ

ที่เขตนี้จะเห็นไอน้ำพุ่งมากมายทั้งเมือง แอบดูน่ากลัว เพราะแยกไม่ออกว่ามันไฟไหม้หรือไอน้ำกันแน่

ถนนรถวิ่งที่นี้ทำได้แปลกดี ไม่ได้ราดด้วยยาง แต่ใช้เป็นหินเหมือนถนนคนเดินเลย

หน้าทางเข้าเหมือนศาลเจ้า

น้ำสีขาวออกฟ้าๆ มีไอน้ำเล็กน้อย

แต่รอซักพัก ไอน้ำจะเยอะจนคลุมทั้งบ่อ

สไตล์การตกแต่งของบ่อนี้เหมือนอยู่ตามศาลเจ้า

ทางเดินสามารถเดินรอบบ่อได้ เดินจงกลมคงจะดีไม่น้อย

 

ไปต่อที่บ่อที่สี่ เดินจากบ่อขาวไปไม่ไกลประมาณห้านาที จะถึงบ่อที่สี่และห้าคือ oniyama jigoku กับ kamado jigoku

บ่อ oniyama jigoku หรือบ่อจระเข้ ความพิเศษคือ มีจระเข้…. แช่ออนเซ็น

เนื่องด้วยบ่อน้ำพุร้อนมีความร้อนของน้ำกำลังดี ทำให้จระเข้แพร่พันธุ์ได้ง่าย ที่นี้เลยมีจระเข้นอนแช่น้ำให้ดูมากมาย

ระหว่างทางเดินไปบ่อจระเข้ มีร้านอาหารข้างทางขายอาหารที่นึ่งหรือต้มจากบ่อออนเซ็นมากมาย

ไอก็พุ่งแรงซะไม่เห็นหน้าคนขาย

ถึงแล้ว บ่อจระเข้สามพราน

หลุดทางเข้าปุ๊ป ก็เจอบ่อนี้ทันที ไอน้ำเยอะมากกกกกกกกก ไม่มีวี่แววจะลดด้วย

ตอนแรกเข้าใจว่าจระเข้จะแช่บ่อนี้กัน แต่จริงๆแล้วบ่อนี้เป็นเพียงบ่อน้ำหลักที่จะไหลไปตามบ่อเล็กๆให้จระเข้แช่

ที่นี้มีจระเข้หลากหลายพันธุ์

สบายเลย

ผิวสวยด้วยออนเซ็น

ไงเรา

ลูกจระเข้นี้ซนมาก ขยับตลอด แตกต่างจากตอนโตที่นิ่งไม่ยอมขยับเลย

 

สยองพอเป็นพิธี ไปต่อที่บ่อที่ห้า kamado jigoku หรือบ่อหม้อข้าว ที่มาของชื่อนี้มาจากการที่ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมใช้บ่อนี้ทำอาหารกัน ด้วยความร้อนสูงถึง 100 องศา น้ำเดือดกำลังดี เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร

นอกจากบ่อน้ำร้อนแล้ว ที่นี้ยังมีจุดขายอาหารที่ใหญ่กว่าทุกๆบ่อ ทุกอย่างมีกรรมวิธีด้วยออนเซ็นทั้งหมด ไม่ว่าจะไข่ต้ม ซาลาเปานึ่ง หรือแม้แต่คัสตาร์ดก็นึ่งด้วยน้ำออนเซ็น

ติดกับบ่อจระเข้คือบ่อ kamado jigoku

เข้ามาจะเห็นบ่อที่ถูกขุดหลุม สงสัยเอาไว้วางหม้อข้าว

เจ้าจงกินอาหารที่นี้ซะ ไม่งั้นจะลากลงนรก

น้ำสีฟ้าอีกแล้ว น่าจะมีที่มาเดียวกับบ่อขาว

บ่อขุดไว้ทำกับข้าว

บ่อที่ใหญ่สุดในนี้ อุณหภูมิสูงถึง 100 องศา

ความพิเศษของบ่อต่างๆในนี้ คือเมื่อเป่าสิ่งที่ติดไฟหรือมีควันเช่น บุหรี่ จะทำให้ไอน้ำพุ่งเพิ่มขึ้นได้

สภาพหลังจากที่เจ้าหน้าที่เป่าบางอย่างคล้ายยากันยุง

ที่จุดขายอาหาร มีที่แช่เท้า กินไปด้วยแช่ไปด้วยได้

ไข่ออนเซ็นแท้ๆ รสชาติมีกลิ่นกัมมะถัน อร่อยแแปลกๆ

 

ไปต่อกันที่สามบ่อสุดท้าย เดินจากบ่อหม้อข้าวประมาณห้านาทีก็จะถึงบ่อ yama jigoku หรือบ่อภูเขา บ่อนี้จะมีสวนสัตว์อยู่ข้างใน ก็จะมีสัตว์ภูเขามากมายซึ่งแน่นอนสัตว์เหล่านี้จะได้แช่ออนเซ็นเช่นเดียวกับบ่อจระเข้

การได้เห็นสัตว์ต่างนอนและยืนแช่ออนเซ็นกัน เป็นภาพที่แปลกดี แต่ด้วยความหนาวระดับถ้าไม่มีออนเซ็นมันคงหนาวตายแน่ๆ

บ่อภูเขา ดูแล้วเหมือนทางเข้าสวนสัตว์มากกว่า

เริ่มมาก็เจอพันธุ์ไม้เขตร้อนทันที

ฟลามิงโก้ยืนแช่เท้าสบายใจ

กระต่ายภูเขา ขนไม่ปุกปุยเหมือนกระต่ายทั่วไป แต่ก็ยังคงความน่ารักเช่นกัน

ลาน้อย หน้าตาเบื่อโลก

พี่ใหญ่ประจำสวนสัตว์ หน้าฟินสุดๆ

บ่อที่นี้ไม่มีความพิเศษอะไร เป็นบ่อน้ำเล็กๆธรรมดา

 

ออกจากบ่อภูเขา ไปต่อที่บ่อ oniishibozu jigoku หรือบ่อโคลน บ่อนี้เป็นบ่อที่ดูประหลาดที่สุดในบรรดา 8 บ่อ นั้นคือเป็นบ่อที่มีลักษณะเหนียวหนืดเหมือนโคลน ดูแล้วไม่น่าจะเอาตัวลงไปแช่ได้

บ่อโคลนสีเทาขาวเกิดจากความร้อนที่หลอมหินเป็นเวลานานจนหินละลายกลายเป็นของเหลว เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ไม่น้อย

หน้าทางเข้าบ่อโคลน

น้ำสีเทาๆ คล้ายปูนซีเมนต์

ไอไม่ค่อยเยอะ เพราะแทบไม่มีส่วนผสมของน้ำเลย

ดูเผินๆ เหมือนสวนหินธรรมดา แต่ถ้าเผลอเดินตกลงไป คงไม่รอดง่ายๆ

อีกร้อยปี หินเหล่านี้คงจะกลายเป็นบ่อใหม่อีกบ่อ

 

มาต่อที่บ่อสุดท้าย umi jigoku หรือบ่อทะเล ที่บ่อนี้ดูเป็นบ่อที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด ตัวสถานที่ตกแต่งเป็นสวนสาธารณะ มีพื้นที่กว้างขวาง พื้นหญ้าสีเขียว ดอกไม้สีต่างๆและบ่อสีฟ้าทะเลทำให้บ่อนี้ดูสวยที่สุดในบรรดา 8 บ่อ และที่สำคัญที่สุด ที่นี้มีต้นซากุระที่กำลังออกดอกอยู่ด้วย ทำให้ภารกิจตามล่าซากุระยังคงดำเนินได้ต่อไป

ทางเข้ากว้างขวาง

ตกแต่งแบบ tropical อาณาบริเวณกว้างใหญ่

ต้นซากุระ!!! นึกว่าจะไม่ได้เจอกันแล้ว

บ่อทะเลเหมือนสระว่ายน้ำ ไอน้ำลอยขึ้นเยอะมากจนเหมือนเมฆ ซึ่งถ้าเดินไปชั้นบนจะเหมือนมีฝนตกลงมาด้วย น่าทึ่งมาก

มีสวนมากมายในนี้

บรรยากาศร่มรื่น

 

ครบภารกิจทัวร์นรก 8 บ่อและตามหาซากุระเสร็จแล้ว ถึงเวลาไปกินข้าวกัน ในเขตคันนะวะ ใกล้ๆกับบ่อขาวตรงจุดที่ลงรถบัสมา เดินเข้ามาในซอย ideyu-zaka ตรงหัวมุมสามแยกจะมีร้านอาหารที่เราสามารถเข้าไปทำอาหารเองได้ชื่อ Steam Cooking Center

ที่ร้านนี้สามารถทำอาหารด้วยวิธีการนึ่งด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการของคิวขอใช้เตาก่อน สามารถเลือกได้แบบครึ่งชม.หรือหนึ่งชม. ราคาจะต่างกันไป เนื่องด้วยนักท่องเที่ยวที่มากและเตามีไม่มากนัก เลยต้องรอคิวค่อนข้างนานประมาณหนึ่งชม.เป็นอย่างน้อย

หลังจากที่จองคิวเสร็จแล้ว ก็ไปกดซื้อวัตถุดิบจากเครื่องอัตโนมัติ พอถึงเวลาใช้เตาค่อยยื่นเพื่อรับวัตถุดิบ

เมื่อได้วัตถุดิบแล้ว ก็เดินเข้าไปในโซนทำอาหาร จะมีเจ้าหน้าที่ประจำเตาคอยให้คำแนะนำ จริงๆแล้ววิธีก็ง่ายๆคือ เอาวัตถุดิบวางบนตะแกรง เปิดเตา วางลงไป ปิดเตา แล้วตั้งเวลา แต่มีจุดระวังคือการเปิดฝาเตาจะมีไอน้ำพุ่งเยอะมาก

steam

เดินกลับจากบ่อทางเส้น Miyuki-zaka เดินข้ามเข้ามาที่ Ideyu-zaka จะอยู่ที่หัวมุมแรก

หน้าร้านจะมีท่อไอน้ำ สังเกตุได้ง่าย

นักท่องเที่ยวเยอะมาก เผื่อเวลารอไว้เลยอย่างน้อยหนึ่งชม.

บริเวณหม้อนึ่ง มีอยู่ประมาณเกือบยี่สิบเตาเท่านั้น

มาจองคิวที่เค้าน์เตอร์ก่อน

วัตถุดิบมีมากมาย ผมเลือกเนื้อหมูชาบูชาบูเบอร์ 15 และหม้อนึ่งครึ่งชม.

เสียค่าหม้อ 510 เยนและค่าเนื้อ 1,300 เยน

สภาพวัตถุดิบดูดีไม่ใช่น้อย ที่เห็นใต้เนื้อคือถั่วงอก ให้มาเยอะมาก

เจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ

ปิดฝารอ 7 นาที น่าจะมีแบบใช้หม้อแค่ 15 นาทีนะ

สภาพหลังนึ่งเสร็จ เห็นเนื้อน้อยแบบนี้ แต่ด้วยความที่ผักเยอะมาก เลยกลายเป็นอิ่มผักแทน ส่วนรสชาติก็อร่อยดี

กินอิ่มเสร็จ ถึงเวลากลับเข้าที่พัก เมืองเบปปุถึงจะดูเป็นเมืองเล็กๆ แต่จริงๆยังมีที่เที่ยวอีกเยอะมาก เช่น บ่อออนเซ็นสำหรับแช่, ออนเซ็นทราย และเส้นทางทัวร์อื่นๆอีกมากมาย รู้สึกเสียดายมากที่มาเที่ยวแค่วันเดียว

พรุ่งนี้จะเดินทางกลับไปที่ฟุกุโอกะเพื่อตามหาซากุระอย่างจริงจังตามสวนสาธารณะต่างๆรอบเมือง คราวนี้จะได้เห็นซากุระบานเต็มต้นจริงๆซักที

วันนี้ก็ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 22
  •  
  •  


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันเที่ยววันแรกอย่างจริงจัง หลังจากเดินทางหฤโหดมาต่อเนื่อง เพิ่งจะได้เริ่มภารกิจตามล่าซากุระซักที

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมได้มาเยือนคุมาโมโต้ เมืองแห่งนักรบที่นี้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งสถานที่ บรรยากาศ ยกเว้นสิ่งเดียวที่ต่างอย่างชัดเจนนั้นคือ อากาศที่เย็นสบาย เพราะปีก่อนผมดันมาตอนหน้าร้อน บอกได้เลยว่าร้อนไม่แพ้ไทย เผลอๆอาจร้อนกว่าเพราะแดดเมืองนี้แรงมาก ขนาดรอบนี้อากาศเย็น ลมแรง แต่ก็สัมผัสได้ถึงแดดที่แรงร้อนระอุ

เป้าหมายการไปชมซากุระก็คือปราสาทคุมาโมโต้ จากการอ่านรีวิวจะมีอยู่สองที่ที่ควรไปนั้นคือที่ปราสาทนี้และอีกที่คือสวนซุยเซนจิ แต่เนื่องจากว่าวันนี้จะต้องไปเบ็ปปุตั้งแต่ช่วงเย็นเลยตัดสวนซุยเซนจิออก และไปปราสาทซึ่งอยู่ใกล้แทน

โชคดีว่าที่พักผมนั้นอยู่ใกล้ปราสาท เลยสามารถเดินไปได้เลย ใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาทีก็ไปถึง แต่ถ้าพักอยู่ใกล้สถานี JR ก็สามารถนั่งรถรางมาลงได้เช่นกัน ใช้เวลาไม่นาน น่าจะประมาณ 5-6 ป้าย

เปิดวันใหม่ด้วยกาแฟกุลิโกะ ก็อร่อยดี แต่นึกว่าจะหวานกว่านี้ซะอีก

บรรยากาศยามเช้า เมืองนี้คนไม่เยอะ ถนนจะค่อนข้างโล่ง

ผู้คนไม่พลุกพล่านแบบเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

ตรอกชิโมโทริวันเสาร์ มีคนมารอต่อคิวเข้าร้านปาจิงโกะแต่เช้า

ระหว่างที่เดินผ่านตรอกนี้ ก็เห็นมีเตรียมจัดงานอะไรบางอย่าง

และแล้วผมก็พบซากุระของจริงครั้งแรก!!!! แม้จะเป็นแค่ต้นเล็กๆข้างทาง แต่ก็ทำให้ผมตื่นตาอย่างมาก

ปราสาทคุมาโมโต้สามารถเข้าได้หลายทาง พอไปถึงแล้วจะมีทางแยกให้เราเลือกเข้าประมาณสามสี่จุด ผมเลือกเข้าทางที่เดินรอบปราสาทเพราะเห็นแนวต้นซากุระพอดี

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสบรรยากาศชมซากุระของจริง มันน่าประทับใจมาก แนวต้นซากุระที่เริ่มบานพร้อมกับผู้คนที่มานั่งชมดอกไม้ มีทั้งคู่หนุ่มสาวและครอบครัวมาสังสรรค์ เป็นบรรยากาศที่ชวนเบิกบานรื่นรมย์

ทางเดินระหว่างไปปราสาท

หนึ่งในทางเข้าจากหลายๆทาง ถ้ามาจากตัวเมืองหรือลงจากรถราง ทางนี้จะอยู่ใกล้ที่สุด

บรรยากาศไม่ต่างจากตอนหน้าร้อน แต่สิ่งที่ต่างอย่างชัดเจนคืออากาศ สังเกตุได้จากเสื้อผ้าที่ต่างจากคราวก่อนชัดเจน

ปราสาทคุมาโมโต้มีจุดเด่นที่กำแพงหินสุดแข็งแกร่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาปราสาททั้งหมดของญีปุ่่น

เริ่มมีผู้คนมาจับจองที่ นั่งชมซากุระกัน

หมาที่เห็นในภูมิภาคมักจะตัวเล็กๆกัน สงสัยจะฮิตเลี้ยงหมาไซส์มินิ

น่าเสียดายที่มาเร็วไปหน่อย ถ้ามาช้ากว่านี้อีกซักสองสามวันคงเห็นแบบเต็มต้น

มีคู่หนุ่มสาวมากมายมาเดินชมดอกไม้ บรรยากาศโรแมนติกเสียเหลือเกิน

มุมมองที่หาได้ช่วงนี้เท่านั้น

เป็นปราสาทที่มีรากฐานแข็งแรงมาก

ใต้ปราสาทมีทางใต้ดินจำลองเหลืออยุ่บ้างเล็กน้อย เป็นทางสั้นๆพอให้ได้บรรยากาศ

หน้าทางเข้าขึ้นปราสาท ฟรีไม่เสียตังค์ (จริงๆคือเสียหน้าทางเข้าไปแล้ว)

อีกด้านนึงจะมีจุดขายของฝากและจุดนั่งพัก

แบบจำลองโครงสร้างปราสาท

แต่ละชั้นจะมีป้ายชื่อเรียงราย เข้าใจว่าเป็นประชาชนไม่ก็นักรบในยุคก่อน

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดจะมองเห็นวิวรอบๆคุมาโมโต้

จากจุดนี้จะเห็นคุมะมงยิ้มกลับมา… มันอยู่ทุกที่จริงๆ

เดินทัวร์ปราสาทเสร็จแล้ว ก็ไปเดินต่อที่โจไซเอ็น เป็นจุดพักและซื้อของทานข้าวใกล้ๆปราสาท เดินจากปราสาทใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น หรือถ้าเมื่อยแล้วก็สามารถที่จะนั่งรถบัสใกล้ๆปราสาทไปก็ได้ ค่าขึ้นฟรีไม่เสียตังค์

ที่โจไซเอ็นก็จะเป็นตลาดขนาดไม่กว้างมาก ตกแต่งแบบโบราณ ส่วนใหญ่แล้วจะขายอาหารโดยเฉพาะของหวาน มีร้านอาหารจริงๆไม่กี่ร้านและแต่ละร้านราคาค่อนข้างสูงอยู่ เลยไม่ค่อยแนะนำให้ทานอาหารเที่ยงที่นี่ซักเท่าไหร่

johsaien

ใกล้ๆ เดินชิวๆ

ระหว่างทางก็มีซากุระให้ชมเรื่อยๆ

เห็นแล้วอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก

ตอนที่ผมไปถึง มีกิจกรรมช่วยเก็บขยะพอดี สามารถไปขออุปกรณ์ที่ทางเข้าแล้วช่วยเก็บขยะได้ เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ

หน้าทางเข้าโจไซเอ็น

หน้าทางเข้าก็จะมีคุมะมงยืนต้อนรับ

ร้านตกแต่งแบบโบราณ ได้บรรยากาศ

ร้านส่วนใหญ่จะเป็นร้านของหวานไม่ก็ของทอด อาหารกินเล่น รสชาติอร่อยดี

ร้านซาลาเปาร้านนี้มีคนต่อคิวเยอะมาก ติดตรงที่รีบไป เลยไม่ได้ลอง

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ร้านนี้มีเต้าหู้หลากหลายชนิดให้เลือกมากมาย

และนี้ก็คือไอติมเต้าหู้…. จินตนาการว่าเอาเต้าหู้มากวนให้เละแล้วแช่เย็น นั้นละครับ รสชาติของมัน

จุดชมวิวด้านหลังของโจไซเอ็น

เนื่องด้วยผมต้องรีบไปเบ็ปปุก่อนช่วงเย็น เพื่อที่จะได้ไม่ถึงดึกเกินไปและจะได้มีเวลาแช่ออนเซ็น ทำให้ต้องรีบกลับไปที่พักเพื่อไปขึ้นรถไฟรอบประมาณบ่ายสี่

ระหว่างทางที่เดินกลับ ตรงตรอกชิโมโทริที่ตอนแรกมีการเตรียมจัดงานบางอย่าง ผมก็ได้เห็นโชว์เต้นพร้อมเสียงเพลงดังกระหึ่ม ซึ่งการแสดงที่ผมเห็นนั้นคือการเต้นโซรัน

ในช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วงที่มีงานแข่งโซรันพอดี เลยได้เห็นคณะแสดงมากมายทั้งเด็ก วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้สูงวัย ปกติผมไม่เคยดูการแสดงนี้แบบจริงจัง พอได้มาเห็นของจริงก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก

หนึ่งในคณะแสดงที่ผมมาทันพอดี

เวอร์ชั่นผู้สูงวัย

เด็กก็มี

คณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโต้ มาแบบเสื้อยืดกางเกงวอร์มเลยทีเดียว

อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ คนถือธง

หลุดออกมาจากตรอก ระหว่างทางกลับที่พักผมก็เห็นว่ามีอีกงานที่จัดอยู่ตรงลานกว้าง เป็นงานเทศกาลราเม็งที่มีราเม็งชื่อดังมากมายจากทั่วประเทศมาแสดงฝีมือกัน

ในงานก็จะมีร้านราเม็งอยู่รอบๆ สามารถเลือกซื้อมานั่งกินในเต้นท์ได้ จะมีร้านดังจากจังหวัดต่างๆ แต่ไม่รู้เป็นเพราะผมมาเลยช่วงเที่ยงแล้วรึเปล่า เลยไม่ค่อยเห็นคนซื้อกัน ที่ยังมีต่อแถวเยอะอยู่ก็มีแต่ราเม็งฮอกไกโด (เพิ่งรู้ว่าราเม็งฮอกไกโดมันอร่อยขนาดนั้น)

ทางเข้างานอย่างกับงานคอนเสิร์ต

ตัวงานจัดมาแบบง่ายๆ กางเต็นท์ผ้าใบธรรมดา

ร้านดูเงียบเหงา สงสัยเป็นเพราะมาเลยช่วงเที่ยงแล้ว

หันมาดูตรงที่นั่งกิน คนนี้แน่น

เหลือแค่ร้านราเม็งฮอกไกโดร้านเดียวที่ยังมีคนต่อคิวเยอะ

ถึงที่พัก เก็บกระเป๋าออกจากโรงแรม ได้เวลาเดินทางไปเบ็ปปุเมืองออนเซ็นกัน จากตัวเมืองไปที่สถานี JR จริงๆก็พอจะเดินได้ แต่เนื่องด้วยมีกระเป๋าเยอะเลยต้องขึ้นรถรางที่เป็นพาหนะหลักของที่นี้แทน

ขึ้นรถไฟสาย A ไปปลายทางสถานี ใช้เวลาไม่นานประมาณสิบนาที

สถานีคุมาโมโต้มีขนาดไม่ใหญ่ จริงๆเรียกได้ว่าเล็กเลย มีชานชะลาไม่เยอะนักทำให้หาทางขึ้นรถไฟไม่ยาก รถไฟที่ผมขึ้นเพื่อเดินทางไปเบ็ปปุเป็นรถไฟด่วนคิวชู ปกติราคา 4,620 เยน แต่ถ้าซื้อเป็นคู่จะตกคนละ 3,340 เยน

นั่งรถรางสาย A ปลายทางสถานี

ที่นี้ไม่มีรถไฟในเมือง จะใช้รถรางไม่ก็รถเมล์เป็นพาหนะหลัก

เจอกันอีกแล้ว คุมะมง

ของฝากเกือบทั้งหมดจะมีคุมะมงเป็นพรีเซนเตอร์

คุมะมงเต็มไปหมด

เค้าว่าราเม็งคุมาโมโต้อร่อย…. ก็อร่อยจริงๆนะ

ตั๋วรถแบบคู่ ราคารวม 6,680 เยน

เดินเลยชานชะลา 1 มา จะเห็นชานชะลา 0 ซ่อนข้างหลัง

เข้าใจว่าชานชะลา 0 สร้างทีหลัง ถ้ามีอีกสงสัยจะเป็นเลขติดลบ

รถด่วนสีแดงทรงพลัง ต้องวิ่งเร็วแน่ๆเลย

ข้างในกว้างขวาง แม้ว่าจะเก่าแล้ว แต่ก็ยังดูดี

ถ้าลืมซื้อข้าวกล่องก็มาซื้อบนนี้ได้

การเดินทางใช้เวลาทั้งหมดประมาณสองชม.หน่อยๆ กว่าจะถึงก็เย็นพอดี เส้นทางที่ไปเบ็ปปุจะมีผ่านภูเขาอะโสะด้วย เลยได้เห็นรถไฟ Aso Boy วิ่งสวนมา สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจอย่างนึงนั้นก็คือ ตอนที่สวนกันนั้นมีพนักงานจากอีกขบวนโบกมือมาให้ด้วย แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ตลอดการเดินทางก็จะมีวิวให้ชมเรื่อยๆ แต่ด้วยความที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดเลยไม่แต่ทุ่งนาให้ดู สุดท้ายก็เลยหลับรู้ตัวอีกทีก็ถึงที่หมาย

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่เมืองเบ็ปปุ ด้วยความที่ได้ยินมาว่าเป็นเมืองออนเซ็นและเป็นเมืองบ้านนอกทำให้ผมจินตนาการว่าต้องเป็นเมืองเล็กๆไม่เจริญเท่าไหร่ แต่ทันทีที่ออกมาจากสถานีรถไฟเท่านั้น ผมถึงกับตะลึง

ที่นี้ดูดีกว่าเมืองคุมาโมโต้เสียอีก บรรยากาศของเมืองให้ความรู้สึกคล้ายเมืองโอตารุในฮอกไกโด แต่เปลี่ยนรูปแบบจากเมืองหิมะเป็นเมืองออนเซ็น แต่ความรู้สึกจะคล้ายๆกันตรงที่เป็นเมืองที่ดูน่ารักชวนหลงไหล

รอบตัวทีแต่ทุ่งนาและภูผา

ผ่านเส้นทางไปภูเขาไฟอะโสะ

รถ Aso Boy ที่ผมพลาดไม่ได้ขึ้นครั้งที่แล้ว

เริ่มเข้าตัวเมืองเบ็ปปุ

ภาพที่เห็นต่างจากที่ผมจินตนาการไว้มากทีเดียว

ออกจากสถานีก็เจอบ่อออนเซ็นมือทันที สมแล้วที่เป็นเมืองออนเซ็น

อุ่นๆกำลังดี แต่แช่เสร็จแล้วต้องรีบเก็บมือเข้าเสื้อ เพราะเจอลมแล้วหนาวมาก

เมืองเล็กๆกำลังดี ไม่มีตึกสูงมากมาย

ออนเซ็นอยู่รอบตัวคุณ

แม้แต่มาสค็อตของเมืองยังเป็นออนเซ็น

ที่พักคราวนี้เป็นที่พักในเครือ Nishitetsu ซึ่งเป็นบริษัทรถบัส High Way ที่ผมนั่งตอนไปคุมาโมโต้ ตัวโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากสถานีเดินสิบนาทีถึง และด้วยความที่เป็นโรงแรมในเครือรถบัสผมเลยสามารถซื้อรถบัส Mini pass จากที่นี่ได้เลย

ตัวโรงแรมดูหรูหรา ระดับ 8.4 ดาวจาก Booking.com มีออนเซ็นในตัว ราคาต่อคืนเพียง 1,700 บาทเท่านั้น

nishitetsu

ระยะทางเพียงสองรอบสนามฟุตบอล

เดินข้ามแยก หันหน้าไปทาง Beppu Tower ก็จะเจอโรงแรมตั้งตระหง่าน

ภายในดูสวยทันสมัย

รับประกันความพึงพอใจระดับ 8.4

ภายในก็ดูดี

ห้องกว้างขวางอยู่สบาย

พักผ่อนพอประมาณ ได้เวลาออกไปหาข้าวเย็นกินกัน

เนื่องจากผมไม่ได้เตรียมหาร้านกินข้าวในเมืองนี้มาก่อน เลยไปขอร้านอาหารแนะนำจากทางโรงแรม สุดท้ายก็ได้แผนที่มา เลยลองเดินหาร้านตามแผนที่ดู

จากแผนที่ ร้านอาหารแนะนำจะอยู่แถว Kitahama ตลอดทางในตรอกบริเวณนี้จะมีร้านอาหารมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านเหล้า ด้วยความที่อยากกินซูชิของเมืองนี้ เลยเดินหาไปเรื่อย สุดท้ายก็หลงทางหาร้านแนะนำไม่เจอ แต่โชคดีที่เจอร้านซูชิตรงหน้าพอดี

ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆชื่อ Ishimatsu sushi ข้างในร้านดูเก่าแก่ มีลูกค้าแค่กลุ่มเดียว ที่นั่งมีไม่เยอะเป็นที่นั่งแบบเค้าน์เตอร์ซะส่วนใหญ่ ตอนแรกก็คิดว่าร้านนี้จะดีจริงรึเปล่า แต่สุดท้ายก็ลองดู

เมนูที่ผมเลือกเป็นเมนูแบบตามใจเชฟ คือแล้วแต่เชฟจะบันดาลมาเลย โดยมีทั้งหมดสามราคา ผมเลือกแบบแพงสุดราคา 2,800 เยน เจ็บแต่จบ อยากลองกินของดีมานานแล้ว

เชฟเข้าไปทำครัวซักพัก ประมาณสิบห้านาที พนักงานก็เอามาเสริฟ

ภาพที่เห็นตอนนั้น มันช่างดูงดงามมาก ผมไม่เคยซูชิหน้าตาดีขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ร้านดังๆที่เห็นในไทยยังไม่ขนาดนี้ มันดูดีมาก และยิ่งเอาเข้าไปแล้ว มันยิ่งดีเข้าไปใหญ่

….

สรุปคือ อร่อย

….

มาก

sushi

ร้านอยู่ในตรอก Shingu Dori

ร้านจะเปิดฟังแค่ตรงป้าย หน้าร้านเปิดสลัวมากจนนึกว่าปิดร้านแล้ว

ที่นั่งแบบเค้าน์เตอร์ พร้อมยาดองตรงหน้า

เชฟผู้มีประสบการณ์นับสิบปี

สวย มันสวยมาก

ลายเนื้อสุดยอด

ผมสั่งไข่หวานเพิ่ม จำไม่ได้ราคาเท่าไหร่ รู้แต่มันอร่อยมาก ไข่เหมือนแช่เย็นมา ตอนกินเลยแข็งๆ แต่อร่อยสุดๆ

อิ่มฟินเป็นที่เรียบร้อย เดินทางกลับโรงแรมไปแช่ออนเซ็นสบายใจ

ระหว่างทางกลับ ก็แวะเดินนู้นนี้ตามทาง สิ่งที่น่าสนใจก็คือดนตรีเปิดหมวกที่อยู่ทางใต้ดิน ดูแล้วก็เป็นเพียงคนเล่นกีตาร์เปิดหมวกทั่วๆไป แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดนั้นก็คือความเป็นกันเองของคนเล่นที่ยืนพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา เลยเห็นคนที่ผ่านไปมาเข้ามาขอเพลงและร้องเพลงด้วยกันอย่างสนุก เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกดี แตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวมาก

คนไม่ค่อยพลุกพล่านแต่สไตล์บ้านนอก

มองผ่านๆนึกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวในไทย รถกระบะแดงนี้ใช่เลย

ดนตรีเปิดหมวกสร้างสีสันให้กับเมืองที่เงียบสงบ

หมดวันอย่างประทับใจ ทั้งซากุระ เมืองเบ็ปปุ และสุดยอดซูชิ พรุ่งนี้จะเป็นวันทัวร์ออนเซ็นทั่วเมืองเบ็ปปุที่เรียกกันว่าทัวร์นรก ก็มาดูกันว่าจะนรกยังไง วันนี้ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 4
  •  
  •