Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันสุดท้ายของการเดินทางลุยเดี่ยวเที่ยวญี่ปุ่น วันนี้ตื่นสายกว่าปกติ เพราะรอบรถไฟเป็นช่วงบ่าย ระหว่างที่รอขึ้นรถไฟก็หาอะไรทำแก้เซ็ง ด้วยการไปเล่นคีบตุ๊กตาที่ Taito Station

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะเล่น แต่ว่าดันไปเห็นตุ๊กตาแรคคูนกลิ้งได้อยู่ในร้าน เลยเกิดความสงสัย พอเดินเข้าไปก็เจอตู้คีบอยู่ตรงนั้นเลยลองซักหน่อย

ค่าเสียหายคือ 100 เยนต่อครั้ง 500 เยนต่อ 6 ครั้ง ตัวมือคีบไม่ต่างจากเล่นที่ไทยคือจะอ่อนมาก สรุปเล่นไป 1100 เยน ก็ยังไม่ได้ซักที เป็นตู้ละลายทรัพย์ดีๆนี่เอง

DSC_1452

หน้าตาแต่ละตู้ ตุ๊กตาน่ารักจริงๆ

DSC_1454

เห็นกองพูนๆ แต่คีบยากมาก ตู้นี้เสียไปอีก 500 เยน

DSC_1455

ตัวอะไรไม่รู้ โคตรน่ารักกกกกก แน่นอน เสียไปอีก 600 เยน

DSC_1456

ตู้นี้ตู้เดียวเสียไป 1100 เยน

รวมทั้งหมดก็เสียไปใช่ย่อย แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย

ฆ่าเวลาเสร็จแล้ว ถึงช่วงข้าวเที่ยง ก่อนหน้าที่จะกินข้าวก็ไปจัดไทยากิจากร้านดัง จริงๆแล้วจะว่าเป็นไทยากิก็ไม่เชิง แต่จริงๆคือพายที่ทำเป็นรูปไทยากิมากกว่า ราคาที่ 210 เยน รสชาติใช้ได้เลย

DSC_1457

ตรงขอบอร่อยโฮก

กินขนมเสร็จก็ไปกินข้าวต่อ หลังจากเดินเลือกอยู่นาน ก็ไปจบที่ร้านเกี๊ยวซ่า ภายในร้านค่อนข้างเล็ก (จริงๆคือเล็กมาก) มีเมนูเกี๊ยวซ่ามากมายหลายชนิด แต่ผมเลือกกินชุดอาหารเที่ยง จะเป็นเกี๊ยวซ่าธรรมดากับข้าวเปล่า

การกินข้าวกับเกี๊ยวซ่าก็แปลกดี ปกติจะกินกับราเม็งไม่ก็กินเปล่าๆ พอเอามาลองกินเป็นกับข้าว ก็ให้ความรู้สึกอร่อยไปอีกแบบ

DSC_1461

ทั้งชุดราคา 650 เยน

กินเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลานั่งรถไฟกลับ รอบนี้ผมเลือกนั่งแบบ unreserved เพื่อจะได้ไม่ต้องเร่งรีบนัก ข้อดีของมันก็คือไม่ต้องรีบ แต่ข้อเสียก็คือตู้จะแน่นและถ้าไปช้าอาจได้ยืนแทน

แต่เป็นโชคดีของผมที่ตอนไปนั้นไม่มีคนขึ้นเท่าไหร่ ทำให้ได้นั่งคนเดียวในแถว รู้สึกไม่แออัด หลับสบายตลอดทาง

ถึงที่หมายโตเกียว ผมไปแวะ Pokemon Center ที่ Hamamatsucho เพราะอยากตามหา Pokeball ตอนถึงที่สถานี Hamamatsucho ก็เหลือบไปเห็นสวนสาธารณขนาดค่อนข้างใหญ่ ดูร่มรื่นมาก เลยลองแวะเข้าไปดูก่อน

สวนสาธารณะนี้มีชื่อว่า Kyu Shiba Rikyu ค่าเข้าราคา 150 เยน ภายในจะมีการตกแต่งสวนที่ดูดีมาก มีสะพานหิน, บ่อปลาคาร์ฟ, สระน้ำต่างๆ สามารถนั่งที่นี้ได้ทั้งวัน คือเพลินมาก

DSC_1473

รอบนอกของสวน

DSC_1480

เป็นสวนใจกลางเมือง ล้อมรอบด้วยตึกต่างๆ เห็นแล้วคิดถึงสวนลุม

DSC_1486

มีคนใช้บริการไม่มาก ไม่แออัด

นั่งพักจนแทบหลับ ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไป Pokemon Center ที่ตึก Shiodome โดยจะอยู่ที่ชั้น 2 ภายในก็จะเหมือนๆกับที่ Sendai แต่มีขนาดใหญ่กว่านิดหน่อย มีลูกค้ามากมายวุ่นวายไม่แพ้กัน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะเป็นวัยรุ่นกันซะมากกว่า

หลังจากที่เดินหา Pokeball พักใหญ่ ก็ยังหาไม่เจอเช่นเคย เลยออกมาแล้วเดินทางกลับ

จบทริปเที่ยวตะลอน ว่อนมั่ว ทั่วไปเรื่อย Chapter นี้คงเป็นอันสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้บินกลับแต่เช้า เสียวตกเครื่องอยู่เหมือนกัน เพราะรถไฟรอบเช้าสุดก็เฉียด Boarding time แถมก่อนหน้านั้นต้องทำการคืน Pocket Wifi ก่อนอีก

ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านจนจบ คราวนี้มีโอกาสคงจะได้กลับมาเขียนใหม่ วันนี้ก็สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ทุกท่านครับ

DSC_1537


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันสุดท้ายที่เซนได วันนี้ออกไปเดินเล่นที่อ่าว Matsushima เป็นจุดที่เคยเกิดซึนามิครั้งใหญ่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ออกเดินทางจากสถานี Sendai ไปลงสถานี Matsushima ใช้เวลาประมาณครึ่งชม. พอออกจากรถไฟฟ้า สิ่งที่เจอก็คือลมที่ปะทะเข้าหน้าอย่างรุนแรง เดิมทีลมที่เซนไดก็แรงอยู่แล้ว ยิ่งมาเขตชายฝั่งลมยิ่งแรงกว่าเดิม และความหนาวที่รุนแรงกว่าตอนอยู่ในเมืองมาก ทำเอาเดินไม่ค่อยออก

จากสถานีไปที่ชายฝั่งใช้เวลาเดินไม่นาน ไม่น่าเกิน 300 เมตร ความยาวของชายฝั่งก็ไม่มากนัก ใช้เวลาเดินไม่ถึงสิบนาทีก็น่าจะหมด

DSC_1378

มีรถถีบรอให้บริการ

DSC_1381

น้ำนิ่งมาก เทียบกับความแรงของลม

นอกจากอ่าวแล้ว ก็ยังมีวัดอยู่เรียงราย แต่สิ่งที่แตกต่างจากวัดทั่วไปที่เคยไปในญี่ปุ่นคือจะมีสุสานเยอะมาก ป้ายหลุมศพเรียงรายไปหมด ก็เดาว่าอาจจะเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ละวัดก็จะมีทั้งแบบเสียค่าเข้าชมและแบบเข้าฟรี ซึ่งจริงๆอันที่เข้าฟรีจะเป็นสุสาน

จุดน่าสนใจอีกอย่างก็คือสะพานแดงซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสามแห่ง โดยเฉพาะสะพานแดงที่ยาวพาดข้ามผ่านไปเกาะเล็กๆอีกเกาะนึง แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ข้ามไป เพราะตอนที่ไปถึงลมเริ่มแรงมากและฝนเริ่มตก

DSC_1387

ประติมากรรมสวยงาม

DSC_1393

มีสวนเซนขนาดย่อมๆให้นั่งสงบจิต

DSC_1401

ต้นไม้เปลี่ยนสี ดูสวยงามมาก

DSC_1412

 สะพานแดงยาวข้ามเกาะ ค่าเข้า 200 เยน

เข้าสู่ช่วงเที่ยงก็ออกไปหาอะไรกิน ร้านอาหารที่นี้ก็มีมากมาย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารทะเลพวกหมึกย่าง, หอยย่าง เพียบ และยังมีพวกร้านเซมเบ้ และร้านปิ้งชิคุวะทำเอง คือ เราจะได้ชิคุวะเสียบไม้มา แล้วเอาไปปิ้งเองได้ สนุกดี

DSC_1414

ร้านเซมเบ้ แผ่นใหญ่สะใจ

DSC_1416

ชิคุวะเสียบไม้ หน้าตาเหมือนโมจิ

DSC_1418

นำมาปิ้งซักสิบนาที จนพองเกรียมทั้งสองด้าน

DSC_1422

สภาพหลังเสร็จแล้ว รสชาติอร่อยมากกกกก เหมือนหมึกย่างมากกว่าชิคุวะ

เสร็จภารกิจที่นี้ ย้อนกลับไปที่ตัวเมืองเซนไดอีกครั้ง วันนี้ได้เดินเล่นแหล่งช้อปปิ้งของเมืองเซนได มีห้างใหญ่มากมาย เช่น Loft, H&M, Parco, และอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ Pokemon Center ที่อยู่ในห้าง AER ชั้น 3

DSC_1437

แหล่งที่ตั้งของ Pokemon Center อยู่ข้างห้าง Parco

DSC_1439

แค่ทางเข้าก็กรี๊ดแล้ว ปิกาจูตัวเบ้อเริ่ม

DSC_1440

ตุ๊กตาเหล่า monster ครบทุกตัว น่ารักมากกกกกกกก

DSC_1441

เซนิกาเมะ อยากได้มาก TT^TT แต่ราคาค่าตัวใช่ย่อย

DSC_1444

ตัวใหญ่ประมาณ 6 พันเยน

DSC_1445

ปิกาจูตัวใหญ่ประมาณ 4 พันเยน

ซาบซึ้งเคลิบเคลิ้มจากเหล่า monster เสร็จแล้วก็ออกไปหาอะไรกิน ที่ร้าน Italian Tomato เป็นร้านสปาเก็ตตี้แนวฟิวชั่น ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 เยน รสชาติอร่อยโฮก

DSC_1451

สปาเก็ตตี้อะไรซักอย่าง จริงๆสั่งคาโบนาร่า แต่ร้านทำมาให้ผิด แต่ถึงกระนั้นก็อร่อยไม่แพ้กัน

จบวันสุดท้ายของเซนได พรุ่งนี้เดินทางกลับโตเกียว แล้วกลับไทยในวันมะรืน เหลืออีกแค่วันสองวัน อย่าลืมติดตามกันต่อนะครับ TT^TT

วันนี้ก็สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ครับ

お休み

DSC_1407


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่เซนไดวันที่สอง ตื่นเช้ามาเจออุณหภูมิ 7 องศา เรียกได้ว่าหนาวขี้หดกันเลยทีเดียว (สองวันที่อยู่นี้แทบไม่ได้เข้าห้องน้ำ) หลังจากทำธุระเสร็จเรียบร้อย ก็ออกเดินทางโดยเป้าหมายในคราวนี้คือ ยามะเดระ ที่มีบันไดขึ้นเขา 1000 ขั้น

เริ่มต้นเดินทางด้วยการไปขึ้นรถไฟที่ JR Sendai ไปลงสถานี Yamadera รถไฟสายนี้จะวิ่งผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญๆหลายจุด และเนื่องจากปลายทางอยู่บนภูเขา ทำให้ได้เห็นบรรยากาศสวยๆมากมายตลอดทาง

เมื่อถึงสถานี Yamadera ออกมาก็เดินตรงไปที่ทางเข้า ใช้เวลาจากสถานีประมาณ 7 นาที

DSC_1232

สะพานข้ามจากสถานี JR ไปทางเข้า Yamadera จะเห็นบ้านเรือนและแม่น้ำสวยๆมากมาย

DSC_1238

ประตูทางเข้าสู่ Yamadera

DSC_1239

จุดเริ่มต้นบันไดพันขั้น

ช่วงที่ไปจะมีใบไม้เปลี่ยนสีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ร่วงหมดแล้ว ทำให้เห็นบรรยากาศได้ไม่เต็มที่ แต่ก็ยังสวยอยู่

DSC_1247

ใบเมเปิ้ลสีแดง สวยสง่า

DSC_1262

เห็นสีแดงปนอยู่ประปราย

DSC_1284

หากขึ้นมาแล้ว ไม่คิดลงกลับไป ก็สามารถส่งจดหมายติดต่อกับครอบครัวได้

เมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุด ก็จะมีศาลเจ้าอยู่ด้านบน สามารถไปสักการะบูชาได้ แต่จุดชมวิวนั้นจะอยู่ชั้นล่างไปอีกชั้นนึง ถ้ามองไปที่ศาลเจ้าชั้นล่าง จะเห็นบันได้เล็กๆด้านขวา สามารถขึ้นไปที่จุดชมวิวได้

DSC_1332

ที่จุดชมวิว จะสามารถมองเห็นเมืองทั้งเมือง ราวกับเป็นเมืองจำลอง

DSC_1345

เดินระวังร่วงนะจ๊ะ

DSC_1349

บรรยากาศเมื่อเดินลง

เมื่อลงมาถึงตีนเขาก็จัดข้าวเที่ยงซะหน่อย เป็นร้านโซบะท้องถิ่นแถวนั้น เป็นร้านดูที่ธรรมดา แต่รสชาติอร่อยมากกกกกกก โดนไปประมาณพันกว่านิดๆ

DSC_1351

โซบะเทมปุระ ปริมาณเยอะสะใจ

แม้อากาศจะหนาวจนตัวสั่น แต่หลังจากที่เดินขึ้นเขาลงเขาก็เล่นเอาเหงื่อออกเหมือนกัน เลยเริ่มรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว จึงตัดสินใจที่จะไปแช่ออนเซนที่เมืองใกล้เคียง ก็คือ Sakunami

วิธีการไปคือนั่งย้อนกลับไปปลายทาง Sendai ลงที่สถานี Sakunami เมื่อลงมาแล้ว ให้ขึ้นรถบัสฟรีไปลงที่ Yuzukushi Salon

ถึงที่หมาย เข้าไปแล้ว counter สำหรับแช่ออนเซนจะอยู่ทางขวามือติดกับประตูทางเข้า ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการคือ 1,300 เยน

DSC_1365

สถานีที่จะไปแช่ออนเซน

DSC_1363

รถบัสสามารถขึ้นฟรี

DSC_1362

ทางเข้าสู่ออนเซน

เมื่อรับกุญแจ locker มาแล้วก็เดินเข้าไปเพื่อเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะ จากนั้นก็เดินไปเปลี่ยนชุดยูกาตะที่ชั้น 2 แล้วจากนั้นลงมาเพื่อไปแช่ออนเซนที่ชั้น B2

วิธีการเข้าออนเซนก็คือ

1. แก้ผ้า

2. อาบน้ำ

3. แช่

สิ่งสำคัญคือห้ามอาย เดินเฉิดฉายเข้าไปอย่างมั่นใจ รีบทำทุกอย่างโดยไม่มองอะไร แล้วลงไปแช่ให้เร็วที่สุด

เริ่มแรกผมเป็นคนที่แอนตี้การเข้าออนเซน เคยคิดว่าจะไม่มีทางเข้าออนเซนเด็ดขาด แต่มาวันนี้….. ทุกคนครับ…. แช่เถอะ

ความรู้สึกหลังแชาเสร็จคือ ตัวเบาหวิว รู้สึกดีมาก และยิ่งอากาศหนาวๆ สามารถวิ่งแก้ผ้ากันได้เลย คืออุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มขึ้น ทำให้อยู่ในที่หนาวได้อีกพักใหญ่ๆ

อบอุ่นสบายตัวแล้ว ก็เดินทางกลับไปที่เซนได ข้าวเย็นรอบนี้ได้มีโอกาสจัดซูชิสายพานครั้งแรก ราคาเริ่มต้นที่ 100 เยน แม้รสชาติจะไม่ได้ดีล้ำแบบตลาดซึกิจิ แต่ก็โอเคอยู่

DSC_1374

เริ่มด้วยหน้ากุ้ง

DSC_1375

จบด้วยหน้ามากุโร่

DSC_1376

มื้อนี้หมดไป 800 กว่าเยน

ก็จบวันอย่างอุ่นๆและอายๆ พรุ่งนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าไปเที่ยวไหน ก็รอติดตามชมต่อไปนะครับ

วันนี้ก็สวัสดี ราตรีสวัสดิ์นะครับ

DSC_1266