Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

สิ้นสุดการเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 5 ชม. รอบนี้นับว่าโชคดีมากที่นอนหลับ ทำให้พร้อมเดินทางมากกว่าครั้งก่อนอีกหน่อย

DSC_2237

สภาพสมาชิกหลังตื่นนอน

ถึงสนามบินนาริตะที่คุ้นเคย แต่เมื่อพ้นออกไปจากประตูเครื่องบินก็พบเจอสิ่งไม่คุ้นเคย นั้นคือลมหนาวระดับไม่เกิน 5 องศาพุ่งพัดเข้ามา ฟู่มเดียว เล่นเอาขนตั้งทั้งตัว เลยรีบเดินยาวต่อไปจนเข้าตึก

DSC_2241

บรรยากาศยามเช้าแสนครึกครื้นที่นาริตะ

เดินต่อไปเรื่อยๆจนถึงตม. เล่นเอาเหนื่อยเหมือนเคย เพราะระยะทางมันช่างไกลเหลือเกิน แถมอากาศหนาวอีกต่างหาก โชคดีว่าแถวคราวนี้ไม่ยาวมาก คงเพราะเป็นช่วงที่คนไม่มาเที่ยวกัน ทำให้ผ่านตม.ได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย และที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ รอบนี้ผ่านมาได้โดยไม่ได้โดนค้นของ ฮ่าๆๆๆ

DSC_2242

ยาวไป ยาวไป

DSC_2244

ถึงสนามบินแล้ว ใครต้องการติดต่อทางบ้าน ก็ต่อ WiFi ได้เลย

เสร็จภารกิจเข้าเมืองได้อย่างเป็นทางการแล้ว ก็ถึงเวลาไปเที่ยวกัน แต่เนื่องจากว่าต้องต่อเครื่องไปฮอกไกโดรอบบ่ายสี่ ทำให้ไม่สามารถไปไหนได้ไกลนัก เลยตัดสินใจไปเที่ยว AEON Mall ชื่อดังที่คนไทยทุกคนต้องไป

วิธีการเดินทางก็ไปขึ้นรถไฟที่สนามบินมาลงที่ keisei-narita (ทั้งหมด 2 สถานี ราคา 260 เยน) ต่อด้วยขึ้นรถบัสสาย 6 ไปลงที่ AEON Mall (2 ป้าย ราคา 210 เยน) รถบัสจะลงที่ตัวห้างเลย

DSC_2248

แวะกินข้าวก่อนออกเดินทาง

DSC_2249

ติ๊ดตั๋วแล้วไปโลด

DSC_2253

ขึ้นรถสาย 6 ตามตัวเลข ตัวรถจะมีป้ายบอกไป AEON

DSC_2255

รถจอดตรงตัวห้างเลย

DSC_2259

สัญลักษณ์ AEON เด่นเป็นสง่า

DSC_2260

คนไทยมาเยอะจนทำเมนูภาษาไทยให้

ห้าง AEON เป็นห้างประมาณ 3 ชั้น (จำไม่ได้ว่า 2 หรือ 3) มีพื้นที่กว้างมาก น่าจะอารมณ์ MEGA Bangna ภายในก็จะมีร้านอาหารและร้านค้ามากมาย แต่ร้านอาหารส่วนใหญ่แล้วจะเปิดตอนเที่ยง ทำให้ต้องไปกินข้าวที่ food court กัน

DSC_2261

พื้นที่ food court ดูสะอาด ถูกหลักอนามัย

DSC_2262

มีร้านน่าสนใจหลายร้าน

DSC_2267

ร้านอาหารไทยยังมี สมแล้วที่เป้นห้างที่คนไทยต้องมา

DSC_2268

ราคาโหดร้ายพอสมควรถ้าเทียบกับอาหารพื้นบ้านของญี่ปุ่น

DSC_2264

ข้าวคาราอาเกะ อร่อยมากๆ ราคาเพียง 550 เยน

แม้ห้างนี้จะมีพื้นที่ที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่น่าสนใจอะไร เหมือนเดินห้าง The Mall เดินได้แป๊ปเดียวก็ออกมา ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นต้องซื้อของฝากแบบเร่งด่วนก็ไม่จำเป็นต้องแวะก็ได้ ไม่ค่อยแนะนำให้มาเดินเล่นซักเท่าไหร่

เสร็จภารกิจแล้วก็นั่งรถบัสกลับไปที่สถานีรถไฟ จากนั้นก็เดินไปเที่ยวชมวัดใกล้ๆชื่อว่า Narita San Shinshoji เดินจากสถานี keisei-narita ไปตามเส้นทาง omotesando  ประมาณ 20 นาที ตลอดเส้นทางก็จะมีมารกิเลสคอยกวักเราเข้าไปกินชิม จนเกือบจะสิ้นความตั้งใจที่จะไปวัด เรียกได้ว่าหยุดดูมันทุกร้าน เพราะแต่ละอย่างน่าสนใจเหลือเกิน

DSC_2272

เส้นทางสู่ Narita San Shinshoji

DSC_2274

ร้านส่วนใหญ่จะมีโซนทำสดให้ดู ทำให้ต้องหยุดมองซะทุกร้าน

DSC_2275

อะไรซักอย่าง ยากิ ไส้ถั่วขาว อร่อยดี

และแล้วก็มาถึงวัด จากการบอกเล่าของเพื่อนร่วมทาง วัดนี้เป็นวัดที่มีรูปปั้นเทพปางปราบมาร เลยมีรูปปั้นเทพปราบมารผิวสีน้ำเงิน ทำหน้าเครียดๆ อยู่เต็มไปหมด แต่น่าเสียดายที่โซนที่มีรูปปั้น ไม่สามารถถ่ายรูปมาได้ ตัววัดจะตั้งอยู่บนภูเขาสูง เลยต้องเดินขึ้นไปหลายชั้น บนสุดจะมีเจดีย์ที่สถิตของเทพปราบมารองค์ใหญ่ และนอกจากนั้นยังมีถนนต้นบ๊วย ที่ออกดอกสวยงามให้ชมกัน

DSC_2280

ทางเข้ามีโคมแดงคล้าย sensoji

DSC_2283

รูปปั้นเทพสิงโตที่เห็นได้ทั่วไปตามวัดจีน

DSC_2284

เนื่องจากอยู่บนภูเขา บันไดเลยทั้งเยอะและชัน

DSC_2286

โซนวิหาร มีที่ทำบุญ ขอพรมากมาย

DSC_2293

เส้นทางต้นดอกบ๊วย เริ่มผลิดอกกันแล้ว

DSC_2299

ต้นดอกบ๊วย ไม่น่าเชื่อว่าจะสวยขนาดนี้

DSC_2309

อีกสีเป็นสีขาว

DSC_2300

เจดีย์ที่ตั้งเทพปราบมาร

เดินเล่นเพลินๆ ไปๆมาๆ ก็ถึงเวลาต้องขึ้นเครื่องไปฮอกไกโด โดยสายการบิน Vanilla Air แต่ว่าเพราะเป็นสายการบิน low cost เลยมักจะมีปัญหาที่มักเกิดขึ้นประจำ นั้นก็คือ การ delay ซึ่งรอบนี้ delay ไปประมาณเกือบครึ่งชม.

ก็รอไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเครื่องพร้อมแล้ว ก็เริ่มต่อแถวขึ้นรถบัสเพื่อไปขึ้นเครื่องบินกัน ตัวเครื่องบินมีขนาดไม่ใหญ่ ภายในที่นั่งเรียกได้ว่าแออัดเลย นั่งแล้วขยับตัวแทบไม่ได้ และที่รู้สึกแย่สุดคือตอนเอาเครื่องลง หูอื้อจนปวดไปเกือบครึ่งชม. ซึ่งตั้งแต่นั่งมาไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน

DSC_2315

แถว drop bag ค่อนข้างวุ่นวาย เพราะ counter มีไม่มาก

DSC_2316

ทางเดินไปรอขึ้นเครื่อง ดูสมกับเป็น low cost

DSC_2322

รถบัสที่จะพาไปขึ้นเครื่อง

DSC_2324

นกเหล็กที่จะพาไปสู่แดนเหนือ

DSC_2329

ของจริงแคบกว่านี้มาก

ถึงสนามบิน Chitose ก็รีบออกเดินทางไปที่พัก เพราะเหนื่อยและง่วงมาก โดยที่พักของผมจะอยู่ที่ Sapporo ชื่อ International Hostel Khaosan หรือก็คือ โฮสเทลข้าวสาร นั้นเอง เป็นโฮสเทลที่อยู่ใกล้ Susukino ย่านบันเทิงใหญ่ของ Sapporo ทำให้เดินทางสะดวก และราคาไม่แพง ที่สำคัญที่พักดูดีมากๆด้วย โดยราคาที่พักอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อคืน (มีห้องน้ำส่วนตัวด้วยนะ)

DSC_2352

ย่าน Susukino แสงสีเสียงตระการตา

DSC_2343

หิมะของจริง!!!!!!!!!! เย้!!!!!

DSC_2346

เอ่อ…. จะปั่นยังไง

DSC_2356

ห้องแบบญี่ปุ่น เสื่อ tatami นอนสบาย พร้อม heater

DSC_2357

มีห้องน้ำส่วนตัว สบายล่ะที่นี้

หมดวันแรกอย่างเหนื่อย เพราะเดินทางเยอะ และต้องเจอกับอากาศหนาวระดับ -1 องศา สะท้านรูขุมขน ถึงห้องพักนี้อย่างกับขึ้นสวรรค์

ก็จบวันนี้แต่เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้จะเดินทางไปโอตารุ รอติดตามกันนะครับ

สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ครับ


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

กลับมาอีกครั้งกับการผจญภัยครั้งใหม่ รอบนี้เดินทางไปสัมผัสหิมะของจริงที่ฮอกไกโด และแน่นอนครั้งนี้ก็คงไม่ได้เตรียมตัวเช่นเคย

DSC_2858

ตื่นเช้ามาพร้อมความมึนงงเพราะต้องเตรียมของมากมาย ทั้งจัดกระเป๋า ซื้อรองเท้า และแลกเงิน

จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพตอนบ่ายสาม จัดของต่อและออกเกินทางตอนหกโมงเย็น

รถ taxi ที่ขึ้นวันนี้ ก็ดูไม่ต่างจาก taxi ทั่วไป รถสีชมพูธรรมดาๆ แต่เมื่อเปิดประตูออกมา ข้างในนั้นไม่ธรรมดาเลย

ภายในเป็นรถแต่งอย่างหรู ติดไฟสีฟ้า ที่นั่งแบบรถซิ่ง ส่วนพวงมาลัยนั้นดูล้ำมาก พอรถออกเท่านั้นแหละ รู้สึกเลย…. รู้สึกสะดุ้งกับแรงกระชากเพราะความแรงมหาศาลของรถ มันคือรถแข่งดีๆนี่เอง

DSC_2224

รับประกันความแรง

เส้นทางไปดอนเมืองก็เช่นเคยใช้ทางด่วนจากพระรามสี่ยาวไปถึงดอนเมือง ระหว่างทางก็ราบรื่นจนมาถึงทางขึ้นทางด่วนเท่านั้นล่ะ ก็เห็นไฟสีแดงจากระยะไกล นั้นคือ…. รถติด

รถติดตั้งแต่ทางขึ้นทางด่วน ติดแบบจริงจังมาก แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้ติดแบบนิ่ง ยังไหลได้เรื่อยๆ กว่าจะถึง toll way ก็ใช้เวลาเกือบชม.

เนื่องจากว่ารถที่ผมนั่งอยู่เป็นรถแต่งซิ่ง แน่นอนเมื่อถึงทางโล่งปุ๊ป พี่โชเฟอร์ผมก็อัดปั๊ป รถขึ้น 140 ภายในเวลาแค่พริบตาเดียว ขับเลี้ยวปรู๊ดปร๊าด ถึงดอนเมืองภายใน 10 นาที ถึงแม้ว่าจะฟังดูน่าหวาดเสียว แต่พี่ taxi คนนี้สามารถขับซิ่งได้นิ่มมาก ไม่ได้มีการปาดรถใครเป็นอย่างใด เป็นการขับซิ่งที่มีมารยาท หาได้ยากในกรุงเทพนัก

นั่งปลาบปลื้มได้ซักพัก ก็ได้สติ จ่ายตังค์ร่วมทั้งหมดพร้อมทางด่วนราคา 400 กว่าบาท จัดว่ากระอั่กมาก เพราะรถติดมานาน พอถึงสนามบินก็พบกับเพื่อนร่วมทางอีกสองท่าน คือ โย่ และ เบล

DSC_2232

เพื่อนร่วมทางอีกสองท่าน ซ้ายโย่ ขวาเบล

ถึงเวลาสามทุ่มนิดๆได้เวลา drop bag ก็เอากระเป๋าไปส่ง โชคดีมากที่นำหนักกระเป๋ารวมกันพอดี ไม่มีเกินทำให้ไม่มีปัญหา ทุกอย่างดูราบรื่นแต่ทว่า…. ตอนที่นำใบ check in ไปให้เจ้าหน้าที่ดันเกิดเรื่องคือ ชื่อของผมไม่ตรงกับ passport นั้นเพราะใน passport มีชื่อกลางอยู่ ซึ่งไม่ตรงกับใบ check in ที่มีแค่ชื่อและนามสกุล ทำให้ต้อง check in ใหม่ และต้องทำใบ check in ขากลับใหม่ ก็น่าแปลกใจว่าที่ผ่านมาก็ใช้ชื่อนี้ตลอดไม่มีปัญหา แต่รอบนี้ดันไม่ผ่าน

ก็ทำการ check in ใหม่เรียบร้อย ผ่านตม. และมานั่งรอขึ้นเครื่องที่ Gate 15

DSC_2233

นกเหล็กลำเดียวกับครั้งที่แล้ว

ก็จบวันก่อนเดินทางแต่เพียงเท่านี้ แม้รอบนี้จะยังเตรียมตัวไม่พร้อมนัก แต่ก็นับว่ายังดีกว่ารอบที่แล้วมาก และยังมีเพื่อนร่วมเดินทาง ก็หวังว่าจะรอดปลอดภัยกันทุกคน

เจอกันพรุ่งนี้ครับ สวัสดีครับ