Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าวันที่ 3 วันสุดท้ายของทริปนี้ เป้าหมายของวันนี้ก็จะเป็นการเดินเที่ยวชมรอบเมืองย่างกุ้งและสักการะเทพทันใจ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยช่วงเย็น

วันนี้ตื่นสายหน่อยหลังจากเดินทางอย่างทรหดเมื่อวาน ออกจากโรงแรมประมาณ 9 โมง สัมผัสบรรยากาศแจ่มใสไร้เมฆ ระดับความร้อนไม่ต้องพูดถึง ผิวนี้ไหม้จนไม่เหลืออะไรให้เผาแล้ว

จากโรงแรมก็เดินข้ามสะพานไปเข้าตัวเมือง โดยสะพานนี้จะอยู่เหนือทางรถไฟ ซึ่งจะเป็นจุดที่จะมาเยี่ยมชมตอนขากลับอีกที

DSC_3574

ทางรถไฟจากมุมมองบนสะพาน

DSC_3576

บรรยากาศยามเช้าของเมืองย่างกุ้ง

ตัวเมืองย่างกุ้งนั้นก็ดูไม่ต่างจากกรุงเทพนัก จะต่างกันก็ตรงที่ตึกสูงจะมีน้อยกว่า จราจรและผู้คนพลุกพล่านไปมาเต็มไปหมด

พอถึงตัวเมืองแล้ว ก็เดินทางไป Sule Pagoda เป็นวัดที่อยู่ใจกลางเมือง มีผู้คนมาสักการะมากมายแต่เช้า

DSC_3578

ที่เมืองย่างกุ้งจะมีตึกสูงให้เห็นอยู่บ้าง

DSC_3580

สนใจมาแวะดูซินเดอเรลล่าได้นะครับ

DSC_3581

หนึ่งในพาหนะหลักของชาวเมือง

DSC_3584

ทางเข้า Sule Pagoda วัดใจกลางเมือง

DSC_3586

ชาวเมืองมากันแต่เช้า

DSC_3588

สง่างดงาม

DSC_3593

เจดีย์ที่นี้จะออกเหลี่ยมๆหน่อย ต่างจากที่อื่นที่เป็นแบบกลม

DSC_3595

เป็นที่ศรัทธาของชาวเมือง

ออกจากวัดแล้วก็เดินชมเมืองกันต่อ มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น สวนสาธารณะกลางเมือง ที่มีเสาสูงใหญ่อยู่ตรงกลางดูสวยงาม จากนั้นก็เดินต่อไปถึงตลาด Bogyoke ซึ่งเป็นแหล่งซื้อของฝาก ภายในก็จะมีสินค้าหลายอย่าง เช่น เสื้อผ้า, ของที่ระลึก แต่หลักๆแล้วจะเป็นร้านขายเครื่องประดับ โดยเฉพาะเครื่องประดับที่ทำจากทองและหิน ส่วนราคานั้นก็โหดใช่ย่อยเลย

DSC_3596

สภาพจราจรที่นี้จะค่อนข้างวุ่นวาย สังเกตุจากเลนถนนที่ยังไม่ค่อยมีนัก

DSC_3599

โบสถ์คริสต์ซึ่งถือว่าแปลกตามากในเมืองนี้

DSC_3602

น่าจะเป็นสถานที่ราชการซักอย่าง

DSC_3604

อนุเสาวรีย์เด่นสง่า

DSC_3608

มุมใกล้

DSC_3611

บรรยากาศรอบๆ Sule Pagoda

DSC_3612

แผงขายล็อตเตอรี่

DSC_3614

ร้านอาหารข้างทางมากมาย

DSC_3618

ดูๆไป ก็ทำให้นึกถึงอนุเสาวรีย์อะไรทำนองนั้น

DSC_3620

เสื้อผ้าราคาคิดเงินเป็นเงินไทยราวๆ 300 บาท

DSC_3624

แม้จะไม่ค่อยมีห้างนัก แต่ก็พอจะมีแหล่งบันเทิงอยู่บ้าง

DSC_3637

สู่ตลาด Bogyoke

DSC_3636

มีแกเลอรี่จากร้านขายรูปวาดให้ชมตามทาง

DSC_3638

ร้านค้าภายในตลาด พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่พูดไทยได้

DSC_3639

ส่วนใหญ่เป็นร้านเครื่องประดับ

DSC_3640

สินค้ารับประกัน ราคามาตรฐาน

เดินชมตลาดเสร็จแล้วก็เดินทางกลับโรงแรม ขากลับก็มีแวะชมทางรถไฟและสถานีรถไฟกันซะหน่อย

สภาพสถานีและตัวรถไฟค่อนข้างเก่า ขบวนรถเท่าที่สังเกตุจะมีแค่แบบชั้น 3 ของไทย ไม่มีแบบติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ถ้าจะเดินทางด้วยรถไฟคงต้องเตรียมใจกันหน่อยล่ะ

ระหว่างที่นั่งเล่นอยู่สถานีหลังจากที่เดินมาอย่างยาวนาน ผมก็ได้สังเกตุเห็นบางอย่างที่ที่ให้ผมถึงกับทึ่ง นั้นคือเทคนิคการแต่งหน้าของป้าขายของท่านหนึ่ง

เบ็บ: (นั่งมองเด็กที่ขายน้ำอยู่)
ป้า: (มานั่งข้างๆเด็กขายน้ำพร้อมไล่ให้ไปเล่นที่อื่น)
เบ็บ: (นั่งมองไปเรื่อย)
ป้า: (หยิบแปรงสีฟันเก่าๆขึ้นมา)
เบ็บ: (มอง และคิดว่าคงเอามาแปรงรองเท้า)
ป้า: (ยกกระจกพับขึ้นมาส่องหน้า)
เบ็บ: (เริ่มงง)
ป้า: (จับแปรงอย่างมั่นคง และ…………. บรรจงถูหน้าอย่างรวดเร็ว!!!!!!!)
เบ็บ: o_O!@#!@#!$2@%#%^$%@^@%@$!!!!!!!!!!!!!!!

DSC_3642

สามารถลงมาเดินเล่นได้ แต่ระวังรถไฟให้ดี

DSC_3644

เป้าหมายของเราคือสถานีที่เลยสะพานข้างหน้า… แค่เห็นก็ร้อนล่ะ

DSC_3646

หัวรถไฟไม่ต่างจากบ้านเรานัก

DSC_3656

ตู้รถเท่าที่สังเกตุจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด

DSC_3658

ใช้ระบบ fresh air ตลอดการเดินทาง

DSC_3659

เหมือนดั่งพบโอเอซิสท่ามกลางทะเลทราย แต่ทว่า….. เครื่องดันใช้งานไม่ได้ซะงั้น

DSC_3661

สภาพรอบๆสถานี มีร้านขายของประปราย

DSC_3665

จุดขายตั๋ว

เดินชมเมืองเสร็จก็เดินทางกลับไปพักและกินข้าวเที่ยงที่ 365 Cafe ก่อนที่จะเดินทางไปสักการะ Bo Bo Gyi หรือก็คือเทพทันใจ โดยประดิษฐานอยู่ที่ Botataung Pagoda

หลังจากที่เดินทางชมวัดชมเจดีย์มาสามวัน บอกได้เลยว่าที่ที่ผมชอบที่สุดก็คือ Botataung Pagoda แห่งนี้ เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะที่นี้มีสิ่งที่ทุกที่ไม่มี นั้นก็คือ…….. แอร์!!!!!!!!!

เมื่อเราเดินผ่านเข้าไปใต้ฐานเจดีย์ ภายในจะมีพระเขี้ยวแก้วที่เก็บไว้อยู่ตรงกลางฐานเจดีย์ให้คนได้สักการะบูชา ส่วนรอบๆก็จะเป็นกำแพงสีทองอร่ามและอากาศที่เย็นสบายสุดยอดจนไม่อยากออกจากที่นี้

DSC_3668

มื้อสุดท้ายจัดหนักซะหน่อย เนื้อผัดเผ็ด อร่อยสุดๆ

DSC_3676

ทางเข้าสู่ฐานเจดีย์

DSC_3679

ภายในจะเป็นสีทองไปหมด

DSC_3680

จุดสักการะพระเขี้ยวแก้ว ช่องเล็กมาก

DSC_3691

ด้านในจะมีตู้ครอบอีกที

DSC_3698

สิ่งล้ำค่า!!!! มาหมดทั้งแอร์ ทั้งพัดลม

DSC_3711

สภาพรอบๆเจดีย์

DSC_3709

เทพทันใจ

จบการเยี่ยมชมเมืองย่างกุ้ง ถึงเวลาเดินทางกลับ ก็นั่งรถไปลงสนามบินนานาชาติที่ย่างกุ้งเพื่อรอขึ้นเครื่อง ระหว่างรอก็เลยไปเดินสำรวจสนามบินซักหน่อย

DSC_3673

ระหว่างทางพบเจอ Taxi หรู

DSC_3724

บรรยากาศโซนนอกตม.

DSC_3725

ชอบการออกแบบบันไดตรงนี้จริงๆ

DSC_3726

Gate ของนกเหล็กที่จะพาคณะเดินทางกลับบ้าน

DSC_3732

ร้านขายของฝาก มีอยู่ไม่กี่ร้าน

จบการเดินทางสุดทรหดแต่เพียงเท่านี้ มาพม่าครั้งแรกนี้ได้พบเจอประสบการณ์ประทับใจหลายอย่างมากๆ และทำให้ทัศนคติที่ผมเคยมีต่อประเทศนี้เปลี่ยนไปเยอะพอสมควรเช่นกัน

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด แม้หลังๆผมจะเขียนค่อนข้างงง เพราะแม้แต่ผมอ่านเองก็ยังงง ฮ่าๆ

เจอกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีครับ

DSC_3674


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เดินทางกันต่อในวันที่ 2 เป้าหมายในวันนี้คือไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนและเยี่ยมชมเมืองหงสา โดยจะเริ่มจากเดินทางไปรัฐมอญที่ตั้งของพระธาตุอินทร์แขวนก่อน ซึ่งระยะทางค่อนข้างไกล แต่โชคดีที่มี taxi พร้อมไปเหมาจ่ายในราคาประมาณ 200,000 Kyat ใช้เวลาเดินทางร่วม 3 ชม. กว่าจะถึง

DSC_3423

บรรยากาศยามเช้าของเมืองย่างกุ้ง

DSC_3424

เงียบสงบ

DSC_3426

แวะกินร้านติ่มซำ Lucky Seven

DSC_3429

รสชาติใช้ได้

DSC_3433

ขนมจีนพม่า โมนฮีนกา รสชาติประหลาดล้ำดี

การเดินทางระยะไกลด้วยรถ taxi ทำให้ผมได้พบเจอสิ่งประทับใจหลายอย่างตลอดการเดินทาง อย่างแรกก็คือรถที่ใช้ในประเทศนี้ ตามปกติแล้วประเทศที่ใช้รถเลนขวา จะเป็นรถพวงมาลัยซ้าย แต่ว่าที่พม่านั้นไม่จำเป็นเสมอไป รถที่พวกผมขึ้นกันนั้นเป็นรถพวงมาลัยขวา สร้างความฉงนอย่างมาก และไม่ใช่เฉพาะคันนี้คันเดียว ยังมีอีกหลายคันที่เป็นเช่นนั้น ถ้าใครคิดจะมาขับรถที่นี้คงต้องปรับตัวกันหน่อยล่ะ

อย่างที่สองคือคนประเทศนี้ขับรถกันเก่งมาก มีความสามารถในการควบคุมรถในระดับเซียน สามารถขับแซง ปาด สารพัดท่าได้อย่างช่ำชอง ฉากที่หวาดเสียวที่สุดก็คือการที่รถเลี้ยวออกไปสวนเลน แล้วข้างหน้ามีสิบล้อสวนมา พี่โชเฟอร์ก็หักกลับมาในเลนเดิมแบบเฉียดฉิว ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว มีอีกหลายครั้งมากจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ มีช๊อตให้เสียววูบมากมายเพิ่มอรรถรสในการเดินทาง

อย่างต่อมาคือระบบทางด่วน เป็นทางด่วนที่ไม่ใช่ทางยกระดับ เป็นทางด่วนที่อยู่บนถนนทางราบปกติ ต่างกันตรงที่มีด่านกั้นให้จ่ายตังค์ก่อนผ่านไปได้ ดังนั้นจึงมีทั้งรถ ทั้งมอเตอร์ไซต์ หรือแม้แต่เกวียนและคนเดินมากมาย แต่ก็น่าคิดว่าถ้าไม่ผ่านด่านนี้จะมีทางไหนให้ไปอีก สรุปคือจะข้ามเมืองก็คงต้องเสียตังค์ -_-”

ระหว่างทางก็ได้พบเห็นทัศนียภาพและชุมชนมากมาย พอให้เพลินได้ตลอด3 ชม.

DSC_3443

ด่านทางด่วน ถ้าอยากผ่านข้ามเมืองยังไงก็ต้องจ่าย เว้นแต่จะขับเข้าทุ่งนาข้ามด่านไปเลย

DSC_3438

สามล้อถีบมากมาย

DSC_3436

ภาพชุมชนที่เห็นได้ตลอดทาง

DSC_3439

เจอขบวนบวชหรืองานแต่งซักอย่าง

DSC_3440

ไก่ที่เห็นยังไม่ตาย จับห้อยหัวแขวนมอเตอร์ไซต์วิ่งไปทั้งอย่างนั้น

กว่าจะถึงที่หมายเล่นเอาเมื่อยเหน็บกิน ลงมาพักซักแป๊ปก็เดินทางกันต่อ

วิธีขึ้นไป Kyaikhtiyo หรือ พระธาตุอินทร์แขวนจะต้องขึ้นด้วยรถขนส่งซึ่งจะเป็นรถบรรทุกเปิดประทุนนั่งได้ร่วม 50-60 คน ค่าขึ้นก็จะราคา 2,500 Kyat รวมค่าประกันแล้ว เหตุที่ต้องมีค่าประกันนั้นก็เพราะทางขึ้นเขามันสุดยอด extreme มากๆ นี้เป็นอีกจุดนึงที่ผมชื่นชมการขับรถของคนพม่าว่าเก่งระดับสุดยอด สามารถขับรถบรรทุกขึ้นลงเขาที่วกวนดั่งเขาอากินะได้อิสระ แถมความเร็วนั้นก็ไม่ได้น้อยเลย วัดได้จากลมที่ปะทะหน้าตอนรถวิ่งมันรุนแรงมาก ทำเอาหน้าชาได้เหมือนกัน

DSC_3444

ท่ารถค่อนข้างใหญ่ เพราะมีคนใช้บริการเยอะพอสมควร

DSC_3445

รวมประกันชีวิตแล้ว เดินทางได้ไม่มีปัญหา

DSC_3447

ขึ้นรถขนหมู

DSC_3448

แออัดกันเล็กน้อย

DSC_3452

บรรยากาศระหว่างขึ้นเขา

เดินทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ มีแวะตามจุดต่างๆ แต่ละครั้งที่แวะก็จะมีคนมาขอให้ทำบุญ ก็สามารถบริจาคได้ตามศรัทธา ยิ่งรถขึ้นสูง แดดก็ยิ่งแรง ประกอบกับไปถึงช่วงใกล้เที่ยง อากาศอยู่ในระดับที่เรียกว่าร้อนจนตัวละลายได้

ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ลงจากรถก็ต้องเดินไปอีกซักพักนึง ตลอดทางก็จะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมายให้พักและกินข้าวกัน พอใกล้ถึงที่หมายก็จะมีที่ให้ซื้อตั๋วเข้าไป

ตัวพระธาตุอินทร์แขวนจะเป็นลักษณะลานกว้าง มีศาลาและพระพุทธรูปให้สักการะเป็นจุดๆ รอบด้านจะมีวิวภูเขาให้ชมกัน ส่วนก้อนหินสีทองที่เป็นเป้าหมายจะอยู่ด้านใน

DSC_3460

มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเที่ยวกัน

DSC_3461

สามารถจ้างลูกหาบแบกของเข้าไปได้

DSC_3464

จากอู่รถเดินไปอีกไม่ไกลนัก

DSC_3470

แวะซื้อตั๋วก่อน

DSC_3472

สิงห์คู่ทางเข้า

DSC_3475

ถอดรองเท้าเดินตั้งแต่หน้าทางเข้า ร้อนระอุมากๆ

DSC_3477

ภูเขารายล้อม

DSC_3478

ลานกว้างๆ มีร้านค้าเป็นบางจุด เวลาเดินให้เลือกกระเบื้องให้ดี

DSC_3482

ก้อนหินสีทองยิ่งใหญ่งดงาม

DSC_3488

เป็นอีกหนึ่ง amazing ที่น่าสนใจว่าไปอยู่บนนั้นได้อย่างไร

เข้าช่วงเที่ยง อากาศร้อนระอุจนเกินทน ถึงเวลาเดินทางลงเขาเพื่อไปจุดหมายต่อไป การนั่งรถลงเขาก็เป็นอีกหนึ่งความมันส์ในการเดินทางครั้งนี้ ขึ้นว่าโหดแล้ว ขาลงยิ่งโหดกว่า กว่าจะถึงข้างล่างมีเสียววูบไปหลายที

ออกเดินทางอีกครั้ง เป้าหมายคือเมือง Bago หรือ หงสา นั่งไปประมาณชม.หน่อยๆ ถึงตอนประมาณ 4 โมงเย็น จุดแรกที่ไปคือพระราชวังบุเรงนอง ซึ่งจริงๆตอนที่ไปถึงนั้นปิดแล้ว แต่โชคดีที่พี่โชเฟอร์เจรจาจนเข้าไปได้

พระราชวังทั้งหมดนั้นจะเป็นสิ่งก่อสร้างจำลอง เนื่องจากพระราชวังเดิมโดนทำลายไปแล้ว จึงมีการสร้างใหม่และนำของเก่าวางประดับไว้ภายใน เช่น เสาต้นต่างๆที่วางคู่กับเสาใหม่ และของประดับต่างๆ

DSC_3503

ด้านหน้าของพระที่นั่งบุเรงนอง

DSC_3505

พอเข้ามาข้างในแล้วรู้สึกกว้างใหญ่กว่าที่เห็นข้างนอก

DSC_3507

เสาของพระราชวังเก่า

DSC_3508

เหลืองทองอร่ามอีกแล้ว

DSC_3511

ถ่ายคู้กับพระเจ้าบุเรงนอง

DSC_3517

ตำหนักของพระนางสุพรรณกัลยา

สถานที่ที่สองคือ พระธาตุชเวมอดอว์ เป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญตรงที่เคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง แต่มีครั้งนึงที่สะเทือนจนยอดเจดีย์หักลงมา จึงได้มีการนำยอดเจดีย์นั้นประดับไว้ที่มุมหนึ่งของฐานเจดีย์ แต่น่าเสียดายที่ผมดันไม่ได้ถ่ายเก็บไว้

DSC_3531

ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชเวดากองเลย

DSC_3533

ตัวฐานจะหมุนไปเรื่อยๆ ดูแล้วเหมือนเซียมซีเสี่ยงทายอะไรซักอย่าง

สถานที่ต่อไปก็คือ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่สำคัญอีกที่หนึ่ง โดยที่นี้จะมีอยู่สององค์คือองค์ใหม่จะมีขนาดใหญ่อยู่ด้านนอก และองค์เก่าจะมีอาคารครอบไว้

DSC_3541

องค์นี้จะไม่กรีด eye liner แต่มีหมอนอิงแทน

ต่อด้วยสถานที่สุดท้ายของการมาเที่ยวเมืองหงสาคือ พระพุทธรูปไจ้ปุ่น ที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ 4 ด้าน

DSC_3552

มองจากด้านล่าง รู้สึกยิ่งใหญ่มาก

จบการเที่ยวเมืองหงสา เดินทางกลับมาที่เมืองย่างกุ้ง ถึงช่วงค่ำๆได้เวลาหาข้าวเย็นกินกัน เป้าหมายคราวนี้คือเที่ยวกินในเขต China town ก็จะเป็นตรอกถนนยาว มีคนพม่าเชื้อจีนมากมาย มีอาหารและสินค้าขายมากมายตามทาง อาหารที่พบได้ทั่วไปในละแวกนี้คือไม้ปิ้ง barbecue พอไปถึงร้านแล้วก็ทำการเลือกสิ่งที่ต้องการ มีมากมายไม่ว่าจะเป็น เนื้อ หมู ไก่ ของทะเลและผักต่างๆ (ไม่แน่ใจว่าจะมีเนื้อประหลาดๆอะไรด้วยรึเปล่า)

DSC_3555

บรรยากาศ China town เมืองย่างกุ้ง

DSC_3557

มีผลไม้ขายเต็มไปหมด

DSC_3558

ร้านก็จะหน้าตาประมาณนี้คล้ายๆกัน

DSC_3563

ร้านที่พวกผมเลือก มีขนาดใหญ่กว่าร้านแถวๆนั้น เลยดูน่าเชื่อถือกว่า

DSC_3565

เลือกได้ตามอัธยาศัย

DSC_3566

พอปิ้งเสร็จแล้ว ก็จะนำมาเสริฟแบบนี้ รสชาติก็โอเคอยู่

จบวันแบบร้อนระอุอีกวัน จริงๆต้องบอกว่าวันนี้ร้อนกว่าเมื่อวานมากนัก โดยเฉพาะบนพระธาตุอินทร์แขวนที่แทบไม่มีร่มเงา พื้นนี้ร้อนจนเท้าเกือบพอง

เป็นวันที่ได้เจอสิ่งประทับใจเยอะอีกวัน โดยเฉพาะวิธีการขับรถของชาวพม่าที่เล่นเอาเกือบช๊อคไปหลายที ก็นับว่าโชคดีมากที่เดินทางกันได้อย่างปลอดภัย

Chapter ต่อไปจะเป็นบทสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ อย่าลืมติดตามชมนะครับ

DSC_3536


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ รอบนี้ไปเที่ยวประเทศพม่า ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งถือเป็นประเทศที่ 3 ในอาเซียนที่ผมได้เข้าไปเที่ยงแบบจริงจัง ถ้าไม่นับลาวที่แค่ไปเล่นบ่อนตามชายแดน

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการตื่นเช้าตี 4 กว่า เพื่อไปให้ถึงดอนเมืองตี 5 เหตุเพราะว่า flight รอบนี้บินตอน 7:15 นับว่าเช้ามาก เนื่องด้วยไม่ได้บินเช้าขนาดนี้มานาน ทำให้เตรียมตัวนอนมาน้อย ไปถึงสนามบินแบบสลืมสลือ

ถึงสนามบินอย่างปลอดภัย ก็ไปหาคณะเดินทางเพื่อรอขึ้นเครื่อง สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ จำนวนผู้คนในสนามบินเยอะมาก เพราะก่อนหน้านี้ผมจะมาช่วงดึก คนเลยไม่เยอะ พอมาเห็นช่วงเช้าที่คนหนาแน่น เลยรู้สึกแปลกดี

DSC_3157

คนมากมายเต็มสนามบิน

รอบนี้ได้เข้า gate 1 ซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายสุด แล้วก็ลงไปข้างล่างเพื่อรอขึ้นรถบัส สำหรับขึ้นเครื่องบิน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้ไม่ได้ขึ้นมานาน นอกจากตอนขึ้นสายการบินในประเทศ

ระหว่างที่รอขึ้นเครื่องอยู่นั้น ก็ได้รับประกาศอันแสนสะพรึงนั้นก็คือ “Delay” เป็นคำที่ผมไม่อยากได้ยินมากที่สุดเวลารอขึ้นเครื่อง แต่แล้วมันก็มาจนได้ เหตุเนื่องมาจากทัศนวิสัยนั้นไม่ดี ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องขึ้นได้ เลยต้องรอกันไปเกือบ 1 ชม. จากที่บิน 7:15 กลายเป็น 8 โมงกว่าๆ

DSC_3159

เตรียมตัวขึ้นรถ

DSC_3163

รถบัสสำหรับขึ้นเครื่องบิน

เครื่องออกมุ่งหน้าสู่ย่างกุ้ง ทุกอย่างดูราบรื่นปกติดี จนกระทั่งถึงที่หมาย แต่ทว่ามันไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ขณะที่เครื่องบินทำท่าเหมือนจะกำลังลดเพดานลง ก็มีประกาศว่าเนื่องจากจราจรที่หนาแน่น ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องลงได้ ก็เลยต้องบินวนอยู่อย่างนั้นซักพักใหญ่ๆ กว่าจะถึงที่หมายก็ 9 โมง เวลาพม่า รวมแล้วสายไป 1 ชม.

DSC_3165

ใบผ่านตม.ของประเทศพม่า

และแล้วก็ landing อย่างปลอดภัย ได้สัมผัสอากาศพม่าครั้งแรก สภาพสนามบินดูแล้วก็คล้ายๆดอนเมือง ขนาดไม่ใหญ่นัก อาจจะเล็กกว่าด้วย ภายนอกมีการตกแต่งเป็นลายโบราณดูเป็นเอกลัษณ์ดี

DSC_3166

สภาพคล้ายดอนเมือง

DSC_3168

ภายในสว่างและสะอาดดี

DSC_3169

ห้องน้ำไม่แย่นัก

ชื่นชมเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปผ่านพิธีกรรมต่างๆ ผ่านเข้ามาประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็ไปแลกเงิน Kyat กัน โดยใช้เงิน USD ที่แลกมาจากไทย พอแลกเสร็จแล้วให้อารมณ์เหมือนตอนไปเวียดนามคือแบงค์เยอะมาก จำนวนหน่วยหลักเยอะไปหมด ได้มาที่เป็นแสน ร่ำรวยกันในพริบตา

DSC_3170

มาเป็นฟ่อน ใบละ 5,000 Kyat ได้มาหลายสิบใบ

DSC_3173

ขนาดมาจากร้านแลกเงิน ใบยังดูเก่า

เตรียมตัวกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาออกเดินทาง การเดินทางที่ง่ายที่สุดก็คงไม่พ้นเรียก taxi โดยระบบ taxi ของประเทศนี้จะต่างจากบ้านเราตรงไม่มี meter ใช้ระบบต่อรองราคาเสร็จแล้วก็เหมาจ่ายไปเลย สามารถให้ทางสนามบินเรียก taxi ให้ได้เลย ส่วนเรื่องภาษาก็หมดห่วงไปได้เลย คนประเทศนี้พูดอังกฤษได้ในระดับเรียกว่าดีเลยทีเดียว สื่อสารรู้เรื่อง ไม่ต้องใช้ภาษากายช่วย

รถ taxi ของที่นี้จะต่างจากไทยตรง จะมีหลากหลายยี่ห้อ หลายรูปทรง ขึ้นอยู่กับเจ้าของรถ ยกเว้นพวกรถ taxi ของสนามบินที่จะหน้าตาเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรถเหล่านี้จะสะอาด นั่งสบายพอสมควร สิ่งที่ต้องระวังคงมีเรื่องเดียวคือ เจ้าของรถยอมให้เปิดแอร์หรือไม่ ต้องเช็คให้ดี

DSC_3174

ตัวรถสะอาดเอี่ยม

DSC_3175

การขับรถในพม่าเป็นแบบเลนขวา

ทุกอย่างพร้อมแล้วก็ได้เวลาเที่ยวกัน เป้าหมายในช่วงเช้าก็จะเป็นการเที่ยวชมวัดและสถานที่สำคัญบางส่วนของเมืองย่างกุ้ง สถานที่แรกก็คือ Lawka Chantha Abaya Lahba Muni หรือวัดพระหินขาว ภายในวัดจะมีพระที่ทำจากหินขาว มีขนาดใหญ่ หนักกว่า 600 ตัน

นั่งรถจากสนามบินไม่นานก็ถึง เมื่อลงจากรถก็ต้องถึงกับ culture shock ด้วยการถอดรองเท้า เดินเท้าเปล่าเข้าวัดตั้งแต่หน้ากำแพงวัด เนื่องด้วยเหล่าคณะเดินทางมีผิวเท้าที่ไม่เคยสัมผัสพื้นอัน (โคตร) ร้อนระอุขนาดนี้มาก่อน ถึงกับมีซี๊ดกันทุกราย นับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน แม้จะเตรียมตัวไว้บ้าง แต่ไม่คิดว่าต้องถอดตั้งแต่ยังไม่เข้าวัด

DSC_3180

คำเตือนที่เห็นได้ทั่วไปตามวัดต่างๆ

DSC_3177

หน้าวัดส่วนใหญ่จะมีพญานาคหรือสิงห์ประดับอยู่

DSC_3181

พระพุทธรูปหินขาวองค์ใหญ่

DSC_3182

มีองค์เล็กอยู่บ้างประปราย

DSC_3187

ศาลารอบวัด ตกแต่งสวยงามมาก

DSC_3191

ห้องน้ำธรรมชาติ???

ประทับใจและสะเทือนเท้าเสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางไปสถานที่ที่สอง คือไปดูช้างเผือกซึ่งหาชมได้ยาก ระยะทางจากที่แรกก็ไม่ไกลนัก ไปถึงแล้วก็เดินเข้าไปอีกหน่อยนึง ภายในจะมีโซนให้ยืนดู ช้างทั้งสามเชือกจะยืนอยู่บนลานให้เราชม โดยล่ามไว้กับเสา ดูแล้วก็แอบสงสารอยู่

DSC_3197

ไม่สามารถเข้าไปดูใกล้ๆได้

DSC_3199

ไม่แน่ใจว่าเป็นช้างเผือกทั้งสามเชือกเลยมั้ย

ต่อด้วยสถานที่สาม วัดพระเขี้ยวแก้ว เป็นวัดที่ไม่ใหญ่มากนัก ภายในไม่มีอะไรเด่นมาก แต่สิ่งที่จำได้คือเป็นวัดแรกที่โดนเก็บค่า Camera fee ซึ่งจะมีเก็บเป็นบางที่ราคาจะอยู่ราวๆ 300 Kyat ตอนเด็กเข้ามาเรียกเก็บก็มีงงๆเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นอีกหนึ่ง Culture shock ที่สะพรึงเหมือนกัน

DSC_3203

คิดเป็นเงินไทยก็ไม่มากนัก

DSC_3204

เป็นวัดเล็กๆ แต่ตกแต่งสวยงาม

DSC_3212

ประเทศนี้วัดจะตกแต่งเป็นสีทองอร่ามทั้งนอกทั้งในเลย

เสร็จสถานที่สามแล้วก็ไปต่อสถานที่สี่ คือวัด Kaba Aye Pagoda หรือ พระมหาเจดีย์กาบาเอ ตัววัดนี้จะแตกต่างจากวัดอื่นตรงที่ตัวฐานเจดีย์ไม่ได้เป็นรูปทรงสีขาวทอง ดูแล้วแตกต่างจากหลายที่อย่างเห็นได้ชัด ทำให้จำได้ค่อนข้างง่าย ด้านในเองก็มีการตกแต่งลวดลายเป็นสีต่างๆ ไม่ได้เป็นแค่สีเหลืองทอง

DSC_3224

เจดีย์สันติภาพ กระเบื้องที่เห็นนั้นโดนแสงแดดเต็มๆ หากเดินออกนอกทางมีเท้าไหม้

DSC_3230

ภายในมีการตกแต่งลวดลายหลายแบบ

DSC_3235

ตรงแกนกลางจะพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่

DSC_3239

สิ่งมีชีวิตที่พบมากตามวัดต่างๆ แถมยังเชื่องมากด้วย

DSC_3250

เดินชมร้านค้ารอบๆวัด

ออกจากวัดแล้วก็ไปต่อที่ Mahapasana Cave หรือ ถ้ำจำลองมหาปาสณคูหา ภายในถ้ำจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีเก้าอี้รายล้อมมากมาย และเนื่องจากเป็นถ้ำทำให้อากาศเย็นสบาย จนอยากจะนอนอยู่อย่างนั้น

DSC_3258

ทางเข้าดูยิ่งใหญ่

DSC_3262

ภายในตกแต่งสวยงามไม่แพ้วัดที่ได้เยี่ยมชมก่อนหน้านี้

DSC_3260

ที่นั่งมากมายสำหรับการประชุมสงฆ์

DSC_3264

ทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี

เพียงช่วงเช้าก็ไปมาถึง 5 สถานที่ ผิวของคณะเดินทางเริ่มจะเปลี่ยนสี เท้าเริ่มจะพอง ประกอบกับเวลาใกล้เที่ยง จึงเดินทางไปยังที่พัก Thamada hotel เป็นโรงแรมสองดาวที่มี cafe เป็น 24 ชม. นอกจากนั้นยังมี Thamada cinema อยู่ข้างๆด้วย แต่เนื่องจากไปถึงก่อนเวลาทำให้ยัง check in ไม่ได้ จึงต้องฝากกระเป๋าไว้ และไปกินข้าวเที่ยงกันที่ 365 cafe ข้างๆ

DSC_3268

สถานที่พักตลอด 3 วัน 2 คืน ต่อจากนี้

DSC_3275

มีดาวบอกระดับอย่างชัดเจน

ร้าน 365 เป็นร้านอาหารที่มีอาหารหลายชาติ ไม่ว่าจะฝรั่ง, ญี่ปุ่น, ไทย ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องการกินมากนัก ราคาก็อยู่ในระดับที่สูงอยู่พอสมควร ส่วนรสชาติก็ถือว่าโอเคเลย

DSC_3271

คิดเป็นเงินไทยก็ตกจานละร้อยกว่าบาท

DSC_3273

หน้าตาดูดีเลยทีเดียว

พักเหนื่อยกันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อรอบบ่าย และแน่นอนอากาศยามบ่ายนั้น…. โหด สะพรึงกว่าตอนเช้ามาก

สถานที่แรกคือวัดพระเจ้างาทัตยี ภายในมีพระพุทธรูปที่แต่งจีวรสวยงามมาก ไม่เคยเห็นแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

DSC_3295

แต่งองค์ทรงเครื่อง สวยงามมาก

DSC_3297

มาดูใกล้ๆ ยิ่งสง่า

ต่อด้วยสถานที่สอง พระนอนตาหวาน…. ใช่แล้วครับ ตาหวาน เป็นพระนอนที่มีการทำตาหวานใส่ผู้มานมัสการ นับเป็นการตกแต่งพระพุทธองค์ที่แปลกตาไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

DSC_3306

กรีด eye liner -_-“

DSC_3313

มีคนมาสวดมนต์มากมาย

ต่อด้วยสถานที่ต่อไปก่อนจะถึง highlight ประจำวันคือ Maha Wizaya Pagoda เป็นเจดีย์ที่สวยที่สุดสำหรับผม ถ้าไม่นับชเวดากอง ด้วยรูปทรงที่เป็นสีทองล้วน ทำให้เคลิบเคลิ้มจนอยากจะเอากลับบ้าน

DSC_3336

ทางเข้าก่อนถึงเจดีย์

DSC_3340

สีสวยมากจริงๆ

DSC_3355

มุมไหนก็ดูดี

DSC_3342

ภายในมีการตกแต่งลวดลายเหมือนป่า

DSC_3346

ลายประตู ทุกอย่างทำได้ดีมาก

จบภารกิจช่วงบ่าย มาถึงกิจกรรมหลักประจำวันคือการรอชมเจดีย์ชเวดากองยามค่ำคืน วิธีการเข้าชมเจดีย์สามารถทำได้สามวิธี จะขึ้นลิฟต์แล้วเดินข้ามฟาก หรือจะเดินบันไดไม่ก็บันไดเลื่อนก็ได้ เมื่อเข้าไปถึงภายใน จะมีเจดีย์เล็กใหญ่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าเยอะมาก และยังมีศาลาและลานต่างๆมากมาย นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปมากมายเต็มไปหมด

เมื่อรอไปจนถึงเวลาค่ำ จะมีการเปิดไฟเพื่อส่องไปที่เจดีย์ สิ่งที่พิเศษคือ เมื่อเรายืนมองปกติจะเห็นเพชรสีขาวบนยอด แต่เมื่อเรายืนให้ทุกจุดจะทำให้เห็นเพชรเป็นสีอื่นได้ ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามในการหาค่อนข้างมาก เพราะขนาดมีไกด์มาช่วยแล้ว ก็ยังหาเกือบไม่เจอ

DSC_3362

บรรยากาศรอบๆเมืองย่างกุ้ง

DSC_3333

ประเทศนี้รถติดเอาเรื่อง

DSC_3331

หนึ่งในทางเลือกเพื่อเข้าเขตเจดีย์

DSC_3370

เดินข้ามฟาก

DSC_3378

คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเยอะมาก

DSC_3380

จะมีศาลาแบบนี้เรียงรายเต็มไปหมด

DSC_3382

เจดีย์ที่เราจะรอชมแสงยามค่ำคืน

DSC_3391

อีกซักด้าน

DSC_3401

ก่อนถึงเวลาค่ำจะมีอาสาสมัครช่วยกันทำความสะอาดพื้น สาวๆจะออกมากวาดพื้นอย่างพร้อมเพรียง

DSC_3415

แสงส่องกระทบเจดีย์งดงาม

สิ้นสุดภารกิจชมเมืองวันนี้ ก็ถึงเวลากินข้าวเย็นที่ร้าน Feel เป็นร้านแนวข้าวราดแกง มีเมนูมากมาย แต่โดยส่วนใหญ่จะหน้าตาคล้ายๆกัน อารมณ์ประมาณแกงกะหรี่ก็ว่าได้ แต่กลิ่นไม่แรงและเน้นน้ำมัน รสชาติจัดว่าอร่อยเลยทีเดียว

DSC_3418

ร้านอาหารพม่า Feel

DSC_3421

นอกจากอาหารที่สั่งแล้ว ก็มีเครื่องเคียงเป็นผักและน้ำจิ้มอะไรซักอย่าง กลิ่นรุนแรงเอาเรื่อง

กินอิ่มเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลากลับไปพักผ่อน รอบนี้เรียก taxi ไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรอบดึกรึเปล่า เลยมีการฟันราคาที่แพงกว่าเดิมเกิดขึ้น นอกจากนั้นยังได้ขึ้นรถที่ไม่มีแอร์ครั้งแรก กว่าจะถึงที่พักเล่นเอาแย่เลยทีเดียว

ถึงโรงแรม check in เสร็จเรียบร้อย เข้าห้อง นับว่าค่อนข้างประทับใจ ถึงแม้ว่าจะเป็นโรงแรมสองดาว แต่ตัวห้องนับว่าดีเลยทีเดียว กว้างและสะอาด ห้องน้ำก็กว้าง (ไปหน่อย) ถือว่าโอเคมาก

DSC_3568

เตียงเดี่ยวนอนพอดีคน ดิ้นมากมีตกเตียง

DSC_3570

ห้องน้ำกว้างขวาง

จบวันแรกอย่างทรหด เที่ยวหลายที่มาก นอกจากนั้นยังมีอากาศที่ร้อนมากแล้วยังมีเรื่องธรรมเนียมเท้าเปล่าอีก ทำเอาสะพรึงเท้าและสะเทือนใจอย่างมาก

สิ่งนึงที่ผมเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนี้คือการที่คนในประเทศนี้ให้ความสำคัญและศรัทธาในศาสนามาก ทำให้วัดและเจดีย์ต่างๆยังดูสวยงามเพราะได้รับการดูแลและสนับสนุนจากผู้คนมากมาย ทำให้ผมเรียกที่นี้ได้เต็มปากว่า นี้แหละเมืองพุทธ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาถึงตอนนี้ แม้ว่าจะเขียนแบบงงๆก็ตามที เพราะผมก็จำสถานที่แต่ละที่ไม่ค่อยได้เหมือนกัน -_-” หากชอบใจเชิญติดตาม Chapter ต่อไป จะร้อนสะพรึงยิ่งกว่าเดิม

วันนี้สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ครับ

DSC_3240