Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันสุดท้ายของการเที่ยวคิวชู ในวันนี้จะเป็นวันเดินซื้อของในเมือง Fukuoka สถานที่ที่จะไปก็จะมี Canal City, Yodobashi, BIC Camera, และ Tenjin underground

เริ่มจากสถานีแถวที่พักเข้าเมืองไปที่สถานี Hakata จากหน้าสถานี JR เดินตรงไปเรื่อยๆประมาณสิบนาทีก็จะถึงหน้าห้าง โดยจะมีป้าย Zara และ Uniqlo ตั้งตระหง่านอยู่

ห้างนี้จะแบ่งออกเป็น 6 ส่วน คือ North Building, South Building, Center Walks, East Building, Business Building, และ Grand Building ขนาดโดยรวมมีขนาดที่กว้างมากความสูงน่าจะประมาณ 5 ชั้น ร้านค้าจะมีทั้งร้านแบรนด์เนมและร้านทั่วไป นอกจากนั้นยังมีร้านเกมและโรงหนัง IMAX ด้วย เรียกได้ว่าครบวงจร สมแล้วที่เป็นห้างใหญ่ในเมืองนี้

อีกด้านนึงของห้างนี้จะมีคลองอยู่ นี้คงเป็นเห็นผลที่ห้างนี้ชื่อ Canal City ก็เป็นได้ ตัวคลองดูใสสะอาด มีขนาดที่ใหญ่พอสมควร บรรยากาศชวนให้นั่งเล่น

สำหรับการซื้อของที่นี้ โดยส่วนใหญ่แล้วจะสามารถขอ Tax Free ได้ แต่ขั้นต่ำต้องลองเช็คดู ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นเครื่องใช้ทั่วไปต้องราคา 10,001 เยนขึ้นไป ส่วนของปุโภคบริโภคพวกเครื่องสำอางค์ ของกิน ต้อง 5,401 เยนขึ้นไป

DSC_5756

ตื่นสายโด่ง ออกมาถนนชุ่มเพราะมีฝนตกตอนเช้า

DSC_5769

เริ่มต้นเดินจากด้านนี้แล้วยิงยาว

DSC_5772

ระหว่างทางเจอเจ้านี้เข้า ท่าเดินมันดูอารมณ์ดีเหลือเกิน

DSC_5774

ถึงแล้ว Canal City

DSC_5775

ภายในจะมีส่วนที่เป็น open air

DSC_5776

ทางที่เข้ามาตอนแรกเป็น North Building สามารถเดินเข้าทางเชื่อมไป South Building ได้

DSC_5779

ป้ายบอกเส้นทาง

DSC_5781

ส่วน center walk ทำเป็นแนวโค้ง

DSC_5782

โรงหนัง IMAX น่าเสียดายที่ต้องดูราคาที่เครื่องขายตั๋ว กลัวจิ้มผิดเลยอดเห็นราคา

DSC_5783

ร้านนี้ขายของเล่นมากมาย อยู่ใกล้กับโรงหนัง IMAX

DSC_5787

ราคาจะสูงกว่าร้านอื่นเล็กน้อย แต่ก็ถูกกว่าไทยโขอยู่

DSC_5788

ข้อดีของที่นี้คือ สามารถเปิดกล่องเช็คสภาพได้

DSC_5803

ตัวอาคารโดยรวมทำได้สวย

DSC_5808

มุมมองจากฝั่งคลอง

DSC_5807

คลองตื้นจนลงไปเดินได้

DSC_5809

บรรยากาศดีมากจริงๆ

DSC_5810

ร่มรื่น

DSC_5815

อยากจะเห็นว่าฤดูอื่นจะเป็นยังไง

DSC_5814

เหมือนจะมีเทศกาลบางอย่าง สิ่งที่น่าสนใจคือ…. ไม่เจ็บง่ามตูดเหรอ

DSC_5812

ถ้าอากาศเย็นกว่านี้ คงนั่งได้เป็นชม.

DSC_5817

ภายในห้างเองก็มีทำคลองไว้เหมือนกัน

นอกจากร้านค้าแล้ว ที่นี้ยังมีร้านอาหารน่าสนใจอยู่ที่นึงนั้นก็คือ Raumen Stadium จะมีลักษณะคล้ายๆ Ramen Museum ที่ Yokohama ภายในจะมีร้านดัง 6 ร้านให้เลือกลองกัน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบน้ำซุปกระดูกหมู ร้านที่ผมเลือกเป็นร้านราเม็ง Hakata ที่มีซุปโชยุดำในราคา 1,000 เยน นับว่าเป็นอาหารราคาแพงที่สุดในทริปนี้ แต่พอกินแล้ว ลืมเรื่องราคาเลย เพราะมันอร่อยจริงๆ แม้จะเค็มไปหน่อยสมกับที่มันเป็นสีดำเค็ม แต่เป็นความเค็มที่อร่อยล้ำลึกสมราคา

DSC_5790

ขึ้นตรงบันไดข้างโรงหนัง IMAX อีกชั้นก็จะถึง Raumen Stadium

DSC_5792

คนไม่ค่อยเยอะนัก อาจเพราะเป็นวันธรรมดา

DSC_5793

บรรยากาศรอบๆ

DSC_5794

ราเม็งจากฮอกไกโด ดูจากคนเรียกแล้ว มันน่าเข้ามั้ยเนี่ย

DSC_5795

แม้จะเป็นร้านดัง แต่บางร้านกลับไม่มีคนเข้าเลย

DSC_5797

ราเม็งโชยุดำ สีดำเข้ม

DSC_5798

จุดเด่นอีกอย่างก็คือไข่ที่ต้มมาอย่างดี ยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้นไปอีก

เสร็จจาก Canal City ก็ไปต่อที่ Yodobashi ที่อยู่ติดกับสถานี Hakata เลย ที่ห้าง Yodobashi นี้เป็นแหล่งขายของสารพัดไม่เพียงแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ภายในมีขายของใช้อย่างอื่นมากมายรวมถึงเสื้อผ้าและอาหาร

การขอ Tax Refund ที่นี้จะต้องซื้อของอย่างน้อย 10,001 เยนขึ้นไป สำหรับเรื่องสมาชิก จริงๆแล้วสามารถทำได้ ถ้าหากมีที่พักระยะยาวในญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นโรงแรมจะไม่ได้รับการอนุญาติให้ทำ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายนัก เพราะการซื้อของที่นี้จะได้รับแต้ม 10% ของราคาของ และ 1 แต้มสามารถใช้เป็นเงิน 1 เยนในการซื้อของในวันถัดไป แต่มีข้อแม้ว่าการรับแต้มจะต้องซื้อของเต็มราคา หรือก็คือถ้าซื้อของที่ได้รับ Tax Refund จะไม่ได้รับแต้มนั้นเอง

DSC_5820

ตัวห้างอยู่ใกล้กับสถานีเลย จะมีทั้งหมด 4 ชั้น

DSC_5821

บรรยากาศภายใน มีคนเดินเต็มไปหมด

DSC_5822

ถ้าเป็นสินค้าประเภทกล้อง จะมีของให้ลองเล่นได้เลย

DSC_5828

เลนส์สามารถเอามาลองต่อกับกล้องเราได้ เช่น ภาพนี้มาจาก Nikkor 20 1.8 Nano อยากได้เหลือเกิน

DSC_5833

ภายในตึกจะมี ABC Mart อยู่ด้วย

DSC_5831

กำแพงกาชาปอง

เสร็จธุระที่ Hakata แล้วก็ไปต่อที่ Tenjin โดยนั่งไปลงที่สถานี Tenjin ที่นี้จะมีย่านการค้าอยู่ใต้ดินหรือชั้นเดียวกับรถไฟใต้ดินเรียกว่า Tenjin Underground จะมีร้านค้ามากมายและสามารถเดินเชื่อมขึ้นไปห้าง เช่น Parco ได้จากจุดนี้

นอกจาก Tenjin Underground แล้ว ด้านบนก็จะมีตรอกเล็กๆให้เดินเลือกซื้อของเช่นกัน

DSC_5836

ลงมาด้านล่างของสถานี Tenjin จะเป็นแหล่งร้านค้า

DSC_5834

จากที่เคยไปมาหลายที่ รู้สึกที่นี้จะเป็นร้าน underground ที่ดีติดอันดับต้นๆเลย

DSC_5766

ขึ้นมาด้านบนก็จะมีตรอกเล็กๆอีก

DSC_5764

สไตล์ร้านคนละแนวกับด้านล่างเลย

DSC_5763

ที่สถานี Hakata ก็มีสิ่งนี้เหมือนกัน สงสัยว่ากำลังจะมีเทศกาลอะไรซักอย่าง

เสร็จจากที่นี้ก็ตรงดิ่งไป BIC Camera กัน ที่นี้จะมี BIC Camera ทั้งหมดสองตึก คือตึก 1 และ 2 โดยตึก 1 จะอยู่ใกล้กับสถานี มีขนาดเล็กกว่าคือแค่ 2 ชั้น ประกอบด้วยสามตึกย่อย ของในนั้นจะค่อนข้างน้อย ตึก 2 น่าจะเป็นตึกหลัก เพราะมีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก และของที่ครบครันกว่า

การซื้อของที่นี้สามารถขอ Tax Refund ได้เช่นกัน สิ่งที่แตกต่างจาก Yodobashi คือการเป็นสมาชิกที่สามารถขอเป็นได้ทันที เพียงแค่แจ้งบอกเจ้าหน้าที่ ก็จะได้รับ BIC Point Card มา พร้อมกับให้ใบปลิวเพื่อสมัครเองภายหลัง แต่ก็สามารถใช้บัตรเพื่อเก็บแต้ม ณ ตอนนั้นได้เลยเช่นกัน

เงื่อนไขก็เช่นเดียวกับ Yodobashi นั้นก็คือ ถ้าต้องการแต้ม จะต้องซื้อของในราคาแต้ม หากขอ Tax Refund จะอดแต้ม สำหรับการใช้แต้มก็จะเป็น 1 แต้ม 1 เยน เช่นเดียวกัน

DSC_5837

หน้าตาของตึก 1 จะมีขนาดเล็กพอสมควร

DSC_5840

ตึก 2 เดินจากตึก 1 ประมาณ 1 ช่วงตึกก็จะถึง มีขนาดที่ใหญ่กว่าหลายเท่า

ซื้อของจนเพลิน ของเต็มมือ เงินแทบหมด ถ้าให้อยู่อีกวันสงสัยคงต้องอดข้าวแน่ๆ

ก็ขอจบซีรีย์แต่เพียงเท่านี้ หวังว่าพรุ่งนี้จะถึงไทยอย่างปลอดภัย ก็ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านมาตลอด หวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ เจอกันรอบหน้า

DSC_5816


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

หลังจากที่เท้าพองเมื่อวาน วันนี้เลยตัดสินใจตื่นสาย กว่าจะลุกออกมาจากห้องได้ก็ร่วมสิบโมง ตะวันโด่ง แดดสว่างวาบแต่ไม่ร้อนเท่าที่คิด

แผนในวันนี้ก็คือการเที่ยวดูเมือง Fukuoka โดยเน้นไปที่ Dazaifu เป็นหลัก และมีไปดูวิวที่ Fukuoka Tower

เริ่มจากนั่งรถสาย Nishitetsu ไปลงที่ Dazaifu ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะเลย คือนั่งไปจนกว่าจะสุดนั้นเอง

ออกจากสถานีเดินไปนิดเดียวก็จะถึงสถานที่แรก นั้นก็คือ Dazaifu Tenmangu เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงท่าน Sugawara Michizane ภายในประกอบด้วยศาลเจ้า, สวน, และทางเดินเสา Toori ที่ยาวมาก เดินจนเหนื่อย

แต่ก่อนที่จะไปถึง Tenmangu Shrine นั้น ก็จะต้องผ่านตรอกร้านค้า ที่มีร้านน่าสนใจมากมาย เช่น ร้าน Ghibli ที่ขายของจาก Studio Ghibli หลายอย่าง และ Starbucks ที่ตกแต่งได้สวยงามอย่างน่าประหลาด

DSC_5527

บรรยากาศยามสายแถวที่พัก

DSC_5533

รถขบวนที่จะไป Dazaifu จะมีป้ายบอกอย่างชัดเจน

DSC_5535

สถานีนี้สวยเป็นเอกลักษณ์

DSC_5537

จากสถานีเดินไม่ถึงร้อยเมตรก็จะเจอตรอกร้านค้า

DSC_5538

ทางเข้าต้องมีเสา Toori ตามธรรมเนียม

DSC_5540

ร้าน Ghibli ของน่ารักดี แต่ราคาไม่น่ารัก

DSC_5547

อยากจะรู้ที่มาของการออกแบบนี้จัง

DSC_5642

บรรยากาศภายในร้าน

DSC_5643

น้ำมะนาวที่ไม่เปรี้ยวเลย

DSC_5550

เข้าสู่ Dazaifu Tenmangu

DSC_5555

ข้างทางเข้ามีศาลเจ้าเล็กๆอยู่สองอัน

DSC_5553

ศาลเล็กๆข้างๆ

DSC_5563

สะพานแดงก่อนถึงศาลเจ้า

DSC_5565

บรรยากาศร่มรื่นมาก

DSC_5635

สระน้ำกอหญ้า -_-

DSC_5636

สะพานแดงจากอีกมุม

DSC_5566

ถึงด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้า

DSC_5569

ล้างมือก่อนเข้าตามธรรมเนียม

DSC_5573

วันนี้มีทัวร์ลงเยอะมาก โดยเฉพาะเกาหลี

DSC_5576

มีคนต่อแถวทำอะไรซักอย่าง

DSC_5575

สรุปคือมีการทำพิธีอยู่นี้เอง

DSC_5578

รอบแนวกำแพงจะมีร้านขายเครื่องรางเต็มไปหมด

DSC_5584

ที่นี้นอกจากจะมีแผ่นป้าย และผูกกระดาษแล้ว ยังมีแขวนน้ำเต้ากันด้วย

จากศาลเจ้า ก็เดินเข้าไปต่อ จะมีทางเดินที่มีเสา Toori ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ บนยอดจะมีศาลเจ้าอีกที่รออยู่

DSC_5585

เด็กวัด (ไม่รู้เรียกว่าอะไร) ที่จะเห็นได้ทั่วไปในศาลเจ้าแห่งนี้

DSC_5594

เริ่มต้นที่เสาแรก มองทะลุเข้าไปจะเห็นสวนขนาดใหญ่

DSC_5596

ทางเดินบางจุดค่อนข้างชันเอาเรื่อง เดินแล้วเหนื่อยเหมือนกัน

DSC_5597

ถ้าเดินตอนกลางคืนคงมีสะดุดแน่ๆ

DSC_5605

ยิ่งใกล้ถึง ทางยิ่งเล็ก

DSC_5610

ถึงซักที เล่นเอาหอบ

DSC_5614

หันซ้ายไป… ยังๆ ยังมีอีก

DSC_5616

ด้านหลังศาลเจ้าเมื่อครู่ จะมีถ้ำบูชาเล็กๆอยู่

จาก Dazaifu Tenmangu ก็เดินต่อไปที่ Dazaifu Tenmangu Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับศาลเจ้าแห่งนี้ ตัวพิพิธภัณฑ์มีขนาดเล็กมาก ด้วยราคาค่าเข้าถึง 430 เยน รู้สึกไม่คุ้มอย่างรุนแรง

DSC_5621

ระหว่างที่เดินลงมาก็เจออุโมงค์นี้เข้า

DSC_5622

ระยะทางสั้นๆ แต่เดินแล้วเสียวหลังเหมือนกัน

DSC_5624

ทางเข้านี้ดูคล้ายในเรื่อง Spirited Away มาก

DSC_5626

จากอุโมงค์ตะกี้ เป็นทางเชื่อมต่อออกมาที่ถนนใหญ่

DSC_5628

ตึกทำได้สวยดี แต่นิทรรศการจัดแค่ชั้นล่างเท่านั้น

DSC_5630

ภายในมีของโบราณสำคัญจัดแสดง

DSC_5631

ดาบในยุคโบราณ

ออกจากพิพิธภัณฑ์ ใกล้ๆกันนั้นมีสวนเซนตั้งอยู่ชื่อ Komyozenji เป็นวัดเล็กๆและสวนเล็กๆ ให้คนเข้ามานั่งสมาธิ

DSC_5649

เส้นทาง Museum street ทำได้สวยสะอาดน่าเดิน

DSC_5650

หน้าทางเข้าวัด

DSC_5653

ด้านหน้าจะมีสวนหินอยู่

DSC_5655

สวนด้านในจะมีต้นไม้ ทำให้รู้สึกร่มเย็นกว่า

DSC_5657

อยากจะจัดสวนแบบนี้ที่บ้านมั่ง

สงบจิตสงบใจเสร็จแล้ว ก็ไปต่อที่สุดท้ายใน Dazaifu นั้นก็คือ Kyushu International Museum

ด้วยชื่อแล้วก็รู้สึกเฉยๆ เพราะไปพิพิธภัณฑ์ชักจะหลายอันแล้วในทริปนี้ แต่ทันทีที่เห็นตึก ก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา

ภายในมีขนาดกว้างขวางและตกแต่งได้ดูดีทันสมัยมาก ราคาตั๋วจะอยู่ที่ 430 เยน ถ้าในช่วงที่มี Special Exhibition จะมีมีตั๋วพิเศษขายเพิ่มอีก

ซื้อตั๋ว ยื่นตั๋ว แล้วก็เดินเข้าไปในห้อง Exhibition สิ่งแรกที่ได้เห็นก็คือความสวยงามในการจัดห้องแสดง ท่ามกลางของเก่ามากมายทุกจัดวางอย่างทันสมัย และของที่จัดแสดงนั้นไม่ได้ดูน่าเบื่อเลย เรื่องราวส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับทวีปเอเชีย ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคอาณานิคม

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือห้องแผนที่ มีการจัดแสดงแผนที่โลกที่วาดขึ้นจากประเทศต่างๆในยุคเมื่อสองสามร้อยปีที่แล้ว ดูแล้วก็น่าทึ่งว่าในสมัยนั้นสามารถวาดได้ขนาดนี้ได้ยังไง

น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ แถมมีพนักงานอยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าตรงไหนที่มืดๆหรือตามมุมตามหลืบ จะมีพนักงานซ่อนตัวอยู่

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง นั้นคือตอนท้ายสุดก่อนจะออกจาก Exhibition hall จะมีห้องฉายสารคดีด้วยเครื่องฉายระบบ Hi Vision ที่น่าสนใจนั้นก็คือความคมชัดระดับสุดยอด น่าจะระดับเดียวกับ IMAX มันชัดซะจนตอนฉายภาพนิ่ง เหมือนกับว่าเอาภาพวาดของจริงมาวางไว้ตรงหน้า กลายเป็นว่าผมนั่งชื่นชมเครื่องฉายหนังแทนที่จะสนใจเนื้อหาสารคดีซะงั้น

DSC_5659

ถนนคดโค้งน่าจะขับยากอยู่นะ

DSC_5660

เด็กๆกำลังเล่นสเก็ตบอร์ด เชื่อหรือไม่ว่า ผมเข้าพิพิธภัณฑ์ไปเกือบสองชม. เดินออกมาก็ยังเห็นเด็กๆเล่นกันอยู่

DSC_5663

ด้านนอกเห็นแล้วนึกว่าเป็นสระว่ายน้ำมากกว่า

DSC_5665

ด้านในใหญ่มาก

DSC_5667

นอก Exhibition hall พอมีอะไรให้ดูบ้าง

DSC_5668

ความสูงของบันไดเลื่อนนี้คือสามชั้นหรือประมาณเกือบห้าชั้นแบบปกติ

DSC_5669

ด้านล่างจะมีจัดแสดงเล็กๆสำหรับเด็ก สามารถหยิบจับมาทดลองเล่นได้ ของส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ South East Asia

DSC_5671

หนึ่งในของเล่น สามารถหยิบมาเล่นได้ตามใจชอบ

ออกจาก Dazaifu ก็ประมาณห้าโมงเย็น ผมรีบเดินทางไปต่อที่สถานี Nishijin เพื่อไป Fukuoka Tower จากสถานีเดินไปก็ไกลเอาเรื่องอยู่ ใช้เวลาประมาณเกือบครึ่งชม.ได้ จริงๆแล้วมีรถเมล์ผ่าน แต่ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ประมาณ 230 เยน และด้วยความงก ผมจึงเดิน (แม้จะเท้าพองก็ตาม)

เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้ชายหาดอ่าว Hakata จึงมีลมแรงมาก นอกจากนั้นยังมีฝนตกอีก ฝนเข้าตาเต็มๆ กว่าจะเดินไปถึงเล่นเหนื่อยเอาเรื่อง

ถึง Fukuoka Tower ก็เข้าไปซื้อตั๋ว ราคาเดิมนั้นจะอยูที่ 800 เยน แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว แค่โชว์ passport จะลดเหลือ 640 เยน

เมื่อซื้อตั๋วเสร็จแล้ว พนักงานจะพาขึ้นลิฟต์ไป ภายในจะมีพนักงานคอยบรรยายสรรพคุณของหอคอยแห่งนี้ แต่ด้วยความรู้ทางภาษาเท่าหางอึ่งอย่างผมจึงทำได้เพียงผงกหัวอย่างตั้งใจ

หอคอยแห่งนี้รวมความสูงถึงยอดจะอยู่ที่ 243 เมตร แต่จุดชมวิวจะอยู่ที่ 123 เมตรหรือก็คือชั้นที่ 5 ส่วนชั้นที่ 4 จะเป็นร้านอาหาร และจะมีจุดชมวิวอีกจุดที่ชั้นที่ 3

ที่ชั้น 3 จะมีความพิเศษตรงที่จะเป็นชั้นแห่งความรัก มีจุดให้ซื้อแม่กุญแจรูปหัวใจ เขียนชื่อ แล้วเอาไปล็อคกับราวเหล็กที่เตรียมไว้ นอกจากนั้นยังมีที่นั่งชมวิวแบบเป็นคู่ และม้านั่งรูปหัวใจ และซุ้มถ่ายรูปคู่บลาๆ เท่าที่ดูแล้วเนี่ย ดูจะถูกใจคนเกาหลีที่ขึ้นมาด้วยกันมาก

DSC_5676

ระหว่างทางจากสถานีไปถึง Fukuoka tower เจอแก๊งจักรยานที่ใส่หมวกก่อสร้างเป็นหมวกกันน๊อค

DSC_5678

บรรยากาศรอบๆ

DSC_5681

เดินไปเรื่อยๆก็จะเริ่มเห็นหอคอยแท่งยาวๆ

DSC_5687

ในที่สุดก็ถึง

DSC_5690

ทางเข้าลิฟต์

DSC_5699

ชั้น 5 ที่ระดับความสูง 123 เมตร

DSC_5694

แต่ละทิศจะมีบอกพิกัดของประเทศต่างๆ

DSC_5713

ชั้นนี้เหมาะสำหรับคนมาเป็นคู่

DSC_5717

รีสอร์ทซักอย่าง ดูสวยดี

DSC_5719

จากจุดนี้จะเห็น Fukuoka ได้ทั้งเมือง

DSC_5721

เป็นอ่าวที่ดูเวิ้งว้างพิกล

DSC_5740

รอจนมือในที่สุด เมืองนี้มืดค่อนข้างช้า กว่าจะมืดสนิทก็เกือบสองทุ่ม

DSC_5746

บรรยากาศตอนกลางคืนสวยมาก

DSC_5745

พอมืดแล้วดูเหงาเลย

และแล้วก็หมดวันอย่างปลอดภัย ขายังปกติดีไม่พองหนักกว่าเดิม การเดินเที่ยวก็จบลงในวันนี้ พรุ่งนี้จะเป็นวันหาซื้อของ ว่าจะลองไปตามแหล่ง shopping ที่ต่างๆใน Fukuoka

วันนี้ก็สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ครับ

DSC_5734


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

วันนี้ต้องตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะต้องย้ายเมืองจา Kumamoto ไปที่ Fukuoka แล้วไปเที่ยวต่อที่ Nagasaki

เริ่มจาก checkout โรงแรมตามปกติ ขึ้นรถรางไปต่อชินคันเซนที่สถานี Kumamoto รถที่นั่งเป็นสายซากุระเช่นเดิม ที่นั่งกว้างสบาย ขนาดว่าสามารถเอากระเป๋าไว้ข้างตัวได้เลย

DSC_5270

ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ยังไม่ทันได้กินข้าวเช้า

DSC_5277

เช้าจนคนโล่ง

DSC_5281

พื้นเป็นกระเบื้อง ชวนให้คิดถึงพื้นห้องน้ำ

DSC_5282

นั่งชมวิวไปซักพักใหญ่ๆ

นั่งไปซักพัก ไม่นานก็ถึงสถานี Hakata จากที่นี้ผมต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟของ Nishitetsu ซึ่งเป็นรถไฟ local สายหลักของที่นี้ และที่พักใหม่ก็อยู่ใกล้กับสถานีของรถไฟสายนี้เช่นกัน

จาก Noshitetsu ไปถึง Ijiri ลงจากสถานีเดินไปไม่ไกลนักก็ถึงที่พักชื่อ Sharely Style Hakata เป็นห้องพักสไตล์หอพัก สามารถอยู่ได้แบบระยะสั้นและระยะยาว ตัวห้องเดี่ยวสภาพดูดีเลยทีเดียว โดยส่วนตัวชอบเตียงของที่นี้มากกว่า APA ซะอีก ราคาที่พักอยู่ที่ประมาณ 900 บาทต่อคืน ไม่มี WiFi ให้ แต่มีห้องน้ำส่วนตัว

DSC_5283

สถานี Hakata สถานีหลักของชาวเมือง Fukuoka

DSC_5285

ย่าน Tenjin เป็นอีกย่านการค้าที่น่าสนใจ โถงด้านล่างมีร้านค้ามากมายและมีทางต่อเชื่อมเข้ากับห้างหลายจุด

DSC_5297

ถึงที่พักจะอยู่ใกล้สถานี แต่ต้องเดินซ่อกแซ่กเข้าใหม่ ถ้าเดินไม่ดีมีหลงแน่นอน

DSC_5295

ด้านหน้าที่พัก ดูแล้วเหมือน apartment มากกว่า

DSC_5288

หน้าห้องดูธรรมดา

DSC_5289

แต่กลับใช้ระบบรหัสล็อคประตู สุดคูลมาก

DSC_5290

ขนาดห้องไม่เล็กไม่ใหญ่

DSC_5292

ห้องน้ำขนาดกำลังพอดี แต่ไม่มีแชมพู สบู่ และผ้าขนหนูให้

DSC_5293

มีระเบียงไว้ให้ทักทายตึกข้างๆ

เก็บของเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาออกเดินทาง จุดหมายปลายทางในวันนี้คือเมือง Nagasaki จากจุดที่พักผมต้องเริ่มจากสถานี Ijiri ไปเปลี่ยนรถที่ Murasaki แล้วต่อรถ Limited express ที่สถานี JR Futsukaichi แล้วยิงยาวไปถึง Nagasaki

จริงๆมีอีกวิธีที่ง่ายกว่าคือการนั่งย้อนไปที่ Hakata แล้วเปลี่ยนรถ JR ที่นั้น เพราะจาก Murasaki เดินไปที่สถานี JR นั้นค่อนข้างไกล และเส้นทางชวนหลงได้ง่าย

การเดินทางกินระยะเวลาประมาณ 2 ชม. นับว่าเป็นการนั่งรถไฟที่นานที่สุดในทริปนี้ รถไฟจะวิ่งไปเรื่อยๆเลาะไปทางด้านขวาผ่านทะเล Ariake ตลอดทางก็มีวิวให้ดูเรื่อยๆไม่เบื่อ ทั้งบ้านเรือน ทุ่งนา และทะเล ผมรู้สึกว่านั่งแล้วสนุกกว่าตอนเดินทางจาก Fukuoka ไป Kumamoto ด้วยซ้ำ

DSC_5301

สถานีนี้ชื่อน่ารักดี สถานีสีม่วง ป้ายก็เป็นสีม่วง

DSC_5303

รถ Limited express ที่จะเดินทางไป Nagasaki ดำทะมึนดีแท้

DSC_5306

ที่นั่งกว้างขวางเช่นเคย

DSC_5309

ชอบการจัดทุ่งนาของประเทศนี้ ทำได้เป็นระเบียบดูสวยงามมาก

DSC_5313

มีทะเลให้ดูเป็นระยะ

ครบสองชม. มาถึงเมือง Nagasaki เรียบร้อย แต่แทนที่ผมจะลงสถานี Nagasaki ผมเลือกลงที่สถานี Urakami แทน เพราะสถานที่แรกที่ผมจะไปอยู่ใกล้สถานีนี้มากกว่า

ในตอนแรกกะว่าจะซื้อ Nagasaki 1 day pass แต่ด้วยความงก (อีกแล้ว) ผมเลือกที่จะเดินไปแทน โดยเดินทางเส้นทางรถรางไปเรื่อยๆ

เมือง Nagasaki นั้นดูแตกต่างจากหลายๆเมืองที่ผมเคยไปมา แม้แต่ภูมิภาคเดียวกันอย่าง Fukuoka และ Kumamoto ตัวเมืองดูมีความเป็นระเบียบที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด รถที่ติดได้ตลอดทาง สถาปัตยกรรมออกแนวจีน จนมีความรู้สึกเหมือนอยู่ประเทศจีนยังไงอย่างงั้น

DSC_5316

บรรยากาศจากหน้าสถานี Urakami

DSC_5322

ที่นี้จะเดินทางด้วยรถรางหรือรถบัสเป็นหลักเช่นกัน แต่จะมีเส้นทางเยอะกว่าเมือง Kumamoto

DSC_5360

ตึกสูงเตี้ยสลับกันไปมา พบได้ทั่วไปทั่วเมือง

DSC_5374

เมืองตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่มีความลาดเอียงสูง บางจุดชันขนาดว่าเดินแล้วมีหอบได้

DSC_5358

ทางขึ้นบันไดแบบนี้มีให้เห็นได้ทั่วไปเช่นกัน

DSC_5357

เมื่อผสมทัวร์จีนเข้าไป ที่นี้ก็จะกลายเป็นเมืองจีนโดยสมบูรณ์

DSC_5331

จะเห็นคลองแบบนี้ไหลอยู่รอบเมือง ชวนให้ร่มรื่น

เดินจนถึงสวนสันติภาพ ที่นี้คือสถานที่ที่สำคัญทางประวัตศาสตร์ แต่เดิมทีก่อนหน้านี้ที่จะโดนระเบิด ที่นี้เคยเป็นคุกมาก่อน เมื่อระเบิดลงทำลายทุกอย่างก็หายไปเลือกแต่เพียงซากเล็กๆ และเพื่อเป็นการระลึกและใฝ่หาสันติภาพ จึงมีการตั้ง Peace Statue ขึ้นที่นี้

DSC_5335

ทางขึ้นสวน เลือกได้แบบขยันหรือขี้เกียจ

DSC_5343

ซากคุกที่ยังเหลืออยู่

DSC_5346

รูปปั้นสันติภาพ มือขวาชี้ขึ้นเพื่อแสดงถึงระเบิดที่ลงมา มือซ้ายกางออกเพื่อบ่งบอกถึงสันติ

สวนนี้นอกจากมีรูปปันนี้แล้ว รอบๆจะมีประติมากรรมเกี่ยวกับสันติภาพเรียงราย ใกล้ๆกันก็จะมี Atomic Bomb Museum ด้านในจะให้ความรู้ความโหดร้ายเกี่ยวกับระเบิดปรมาณูทั้งในยุคสงครามโลกครั้งที่สองและในยุคต่อๆมา

ที่พิพิธภัณฑ์ให้ความรู้สึกหดหู่อย่างมาก ยิ่งได้เห็นข้อมูลการทดลองระเบิดอย่างบ้าคลั่งของกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ยิ่งทำให้รู้แย่อย่างบอกไม่ถูก

DSC_5364

หนึ่งในสะพานที่รอดจากการระเบิดมาได้

DSC_5368

 

แม้ว่าบ้านเมืองจะโดนทำลายครั้งใหญ่มา แต่ก็กลับมาสวยได้อย่างน่าตกใจ

DSC_5375

ทางเข้า Atomic Bomb Museum

DSC_5376

หน้าทางเข้า รวมถึงภายใน จะมีช่อนกกระเรียนพันตัวมากมาย มีทั้งจากในญี่ปุ่นเองและจากประเทศต่างๆ

DSC_5381

ทางไป Exhibition hall เป็นบันไดวนเรื่อยๆ ชวนให้นึกถึงหลุมหลบระเบิดยังไงชอบกล

DSC_5383

ภายในมีภาพประวัติศาสตร์มากมาย

DSC_5387

ซากเมืองหลังโดนระเบิด

DSC_5390

ระเบิดที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย

DSC_5391

ข้อมูลการครอบครองหัวจรวดปรมาณู

DSC_5392

ข้อมูลแสดงสถิติการทดลองระเบิดในปีต่างๆ สีน้ำเงินคือทดลองบนพื้นดิน สีแดงคือใต้ดิน ในยุดก่อนๆนั้นจะทดลองบนพื้นดิน สร้างความเสียหายมากมาย

ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ก็จะมีหอรำลึกเหยื่อผู้เสียชีวิต หรือ Nagasaki National Peace Memorial Hall หอนี้นอกจากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการตกแต่งและออกแบบตึกได้สวยงาม โดยเฉพาะห้องที่มีแท่งแก้ววางเรียงราย สื่อถึงศูนย์รวมวิญญาณของผู้เสียชีวิต และเมื่อมองขึ้นไปเจอเป็นแสงสว่าง คือการใฝ่หาสันติภาพ

DSC_5422

เส้นทางเดินลงไปที่ Hall ดูธรรมดาๆ แต่เดินคนเดียวก็แอบหลอน

DSC_5423

กว่าจะพับได้พันตัว ต้องพับนานแค่ไหนน้อ

DSC_5424

เหมือนอยู่ในหนัง Sci Fi

DSC_5425

แม้จะดูเรียบๆ แต่กลับรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

DSC_5429

แสงแห่งความหวัง

ออกมาจาก Hall ใกล้ๆก็จะมีจุด Hypocenter สถานที่เป็นจุดลงของระเบิด หรือก็คือ ground zero สิ่งที่เป็นเพียงอนุเสาวรีย์เล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย

DSC_5403

ทุกวันที่ 9 เดือนสิงหาคมของทุกปีจะมีการรำลึกถึงวันสูญเสียครั้งใหญ่

ไปต่อใกล้ๆจะมีหอศิลป์ ภายในจะไม่เกี่ยวกับระเบิดปรมาณูซักเท่าไหร่ จะมีส่วนแสดงภาพวิจิตรและพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นยุคโบราณ

DSC_5444

ด้านหน้าหอศิลป์

DSC_5447

ภายในมีจัดแสดงภาพของจิตนากรสมัยสงครามโลก

DSC_5448

หนึ่งในผลงาน

DSC_5450

ชั้นล่างเป็นโซนจัดแสดงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

DSC_5452

ของใช้ยุคหิน

DSC_5453

อุปกรณ์สมัยก่อนมากมาย

เดินจนครบโซนนี้ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนอารมณ์ไปที่อื่นบ้าง เป้าหมายต่อไปคือไปดู Dejima เป็นเกาะที่ถูกถมที่ขึ้นมาใหม่ และถูกใช้ตั้งเป็นหมู่บ้านโปรตุเกส ตัวเกาะจะมีรูปทรงเหมือนพัด ปัจจุบันถูกถมจนเป็นเกาะถาวรเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ และสร้างเป็นเมืองจำลองขึ้น

DSC_5458

จากจุดเดิมไปถึง Dejima ค่อนข้างไกล จึงต้องพึ่งขนส่งสาธารณะ

DSC_5460

ราคาเที่ยวละ 120 เยน

DSC_5464

มุมมองจากด้านนอก จะเห็นว่าตรงกลางจะเว้าเข้าไป

DSC_5467

ภายในจะถูกสร้างจำลองขึ้นมาใหม่ เป็นหมู่บ้านในยุคสมัยก่อน

DSC_5469

ห้องจำลองถูกทำขึ้นมาอย่างดี

DSC_5472

โครงสร้างบ้านในสมัยก่อน

DSC_5475

ทรงบ้านโปรตุเกสแบบนี้ ทำให้นึกถึงตึกข้าราชการหรือโรงเรียนของไทยเลย น่าจะได้อิทธิพลแบบเดียวกัน

DSC_5476

มีแบบย่อส่วนให้ดู

DSC_5477

แบบจำลองทำได้ละเอียด

DSC_5478

บรรยากาศรอบๆ

ต่อจาก Dejima ผมก็เดินต่อไปที่สะพาน Megane ที่อยู่ไม่ไกล แต่ระหว่างทางก็แวะ China town ดูซะหน่อย

บอกได้เลยว่า China town เหมาะกับเมืองนี้มาก มันดูเข้ากันเหลือเกิน ด้วยความที่เมืองนี้มันดูเหมือนเมืองจีนอยู่แล้ว พอมีศาลเจ้าหรือลายมังกรพวกนี้มาแต่งเพิ่ม มันยิ่งใช่เลย

DSC_5484

ทางเข้า China town

DSC_5482

อย่างกับเยาวราช

DSC_5486

สีแดงคือสีหลัก

DSC_5488

ประตูอลังสุดยอด

DSC_5490

ป้ายสไตล์นี้จะมีให้เห็นจนสุดทาง

DSC_5491

หนึ่งในของต้องลอง หมันโถ่วไส้หมู เนื้อดูเหมือนจะแห้ง แต่กลับฉีกง่าย กินง่ายดี

DSC_5494

อีกด้านก็จะมีลานคนเมือง หลังคานี้จีนแท้เลย

DSC_5495

ที่นี้ก็จะมีโอจี้จังมานั่งเล่นโชกิกันหลายคู่

DSC_5496

ทางเดินยังเป็นสีแดง

ออกจาก China town ก็มุ่งไปที่สะพานต่อ เดินไปซักพักก็แวะตรอก Hamanmachi ทีเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ ที่นี้ดูใหญ่และครึกครื้นกว่า Shimotori ที่ Kumamoto อย่างสิ้นเชิง มีทางแยกย่อยอีกมากมาย เสียดายที่เวลาเหลือน้อย เลยเดินได้แค่บางส่วน

DSC_5498

หน้าทางเข้า

DSC_5500

ทางแยกออกเป็นสี่ทิศ มีร้านให้เลือกเดินมากมาย

DSC_5501

สีสันดูดีกว่า Shimotori เยอะ

กว่าจะหลุดออกมาจากตรอกนี้ได้ คราวนี้ตั้งมั่นเดินตรงไปที่สะพานอย่างเดียว เพราะเนื่องจากฝนเริ่มตก ถ้ามัวเอ้อระเหยคงไปไม่ถึงแน่ๆ

เดินไปอีกไม่นานก็ถึงในที่สุด สะพาน Megane ที่สะพานนี้มีความพิเศษคือ เป็นสะพานโค้งที่ด้านล่างมีส่วนของครึ่งวงกลมอยู่สองอัน เมื่อสะท้อนกับผิวน้ำแล้วจะกลายเป็นวงกลมสองวงจนดูเหมือนแว่นตา

แต่น่าเสียดายที่ตอนที่ผมไป ฝนเริ่มตกหนัก ทำให้น้ำกระจายไปหมด เลยได้หน้าคนยิ้ม (มั่ง) มาแทน

DSC_5505

น้ำสีสวย น่าสงสัยว่าอุโมงค์ด้านซ้ายคืออะไร

DSC_5507

สะพานโค้งระยะใกล้

DSC_5509

สามารถลงมาให้อาหารปลาได้

DSC_5512

หน้าคนยิ้ม

ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ตัวเริ่มเหนอะ เลยตัดสินใจเดินทางกลับ Fukuoka ก่อนที่จะเย็นกว่านี้ ขากลับก็นั่ง Limited express เช่นเดิม ยิงยาวสองชม. แล้วก็กลับบ้านในที่สุด

DSC_5513

ขากลับมาขึ้นที่สถานี Nagasaki

DSC_5516

รถสีดำเช่นเคย

DSC_5520

แต่ทำไมที่นั่งเหมือนดูดีขึ้น

ถึงที่พักอย่างปลอดภัย พอจะอาบน้ำก็ได้พบกับความจริงว่า….. เท้าขวาพอง ก็ว่าทำไมมันรู้สึกเจ็บๆมาตลอดวัน ถึงตอนนี้จะเจาะเอาน้ำออกแล้ว แต่ก็เดินลงแรงมากไม่ได้ หวังว่าพรุ่งนี้น่าจะพอเดินได้ปกติ

ตามแผนถ้าไม่ผิดพลาด พรุ่งนี้จะเที่ยวชมเมือง Fukuoka แต่ถ้าหากผิดพลาด….. คงนอนเล่นอยู่ที่ห้องแล้วกัน -_-

วันนี้ก็ราตรี สวัสดีสวัสดิ์ครับ