Kita Kyushu Chapter 1: บ้านเกิดคุมะมง


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เดินทางต่อเนื่องมาสี่ชม.กว่า แดดข้างนอกแยงตากำลังดี เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เพราะทุกครั้งที่บินดึกผมจะนอนไม่ค่อยหลับ แล้วจะรู้สึกเพลียสุดๆ

ลืมตาตื่นก็ได้กลิ่นหอมบางอย่าง มองไปข้างๆก็พบเห็นข้าวกล่องอยู่สองกล่องวางอยู่

อ้อ ลืมบอกว่าไปว่า ที่นั่งผมอยู่ติดหน้าต่าง เป็นที่นั่งสามคน ตรงกลางไม่มีคนนั่ง ส่วนริมทางเดินมีโอบ้าจังนั่งอยู่หนึ่งคนถ้วน

ในขณะที่ผมงงอยู่ว่า ทำไมถึงมีข้าวกล่องวางอยู่ตรงที่ไม่มีคนนั่งถึงสองกล่อง ก็บังเอิญสบตากับโอบ้าจัง

เมื่อตาประสานกัน โอบ้าจังก็ร่ายคาถาใส่ทันที ด้วยความที่ผมเพิ่งตื่น ประกอบกับสกิลภาษาผมยังห่วยแตกมาก ก็ใช้เวลาพักนึงกว่าจะสื่อสารรู้เรื่อง สุดท้ายก็คือคุณป้ากับลูกสาวเค้าสั่งข้าวไว้ แต่ไม่หิวเลยวางทิ้งไว้ก่อน และเชิญชวนผมให้รับไปรับประทาน…. ทั้งสองกล่อง

ปฎิเสธพอเป็นพิธี เอามือกุมหัว เอียงคอหน่อยๆและรับไว้แต่โดยดี เป็นการเดินทางที่วิเศษสุดจริงๆ นอนหลับแถมมีข้าวกิน ไม่เคยบินมาญี่ปุ่นแล้วรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน ว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า

เมื่อเครื่องบินเข้าสู่น่านฟ้าฟุกุโอกะ ก็รู้สึกได้ถึงลมเย็นที่เกาะหน้าต่าง นี้แหละคือบรรยากาศที่ผมถวิลหา

ภูมิภาคนี้ไม่มีตึกมากมายเหมือนเมืองใหญ่อย่างโตเกียว มีแต่ภูเขาเรียงรายเต็มไปหมด

ถึงสนามบินเป็นที่เรียบร้อย ที่สนามบินนี้จะประกอบ International terminal และ Domestic terminal อีกสามตึก เชื่อมต่อกันด้วย shuttle bus

พอลงจากเครื่องก็จะมีรถบัสพาไปที่ terminal เหมือนครั้งที่แล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะบางสายการบินรึเปล่าที่ไม่มีที่เทียบท่า

ถึง terminal แล้ว ก็เตรียมตัวผ่านตม. ทุกอย่างราบรื่นไม่โดนสงสัยอะไร จากนั้นก็ลงไปเอากระเป๋าตามปกติ แต่ว่าคราวนี้ต่างจากครั้งก่อนนั้นคือ ระหว่างที่ผมกำลังรอกระเป๋าอยู่นั้น ก็โดนสัมผัสจากสิ่งมีชีวิตบางอย่าง พอหันไปมองก็เจอเจ้าหมาสีดำตัวใหญ่ กำลังดมตัวอยู่

หมาตรวจกระเป๋าที่นี้น่ารักมว๊ากกกกกกกกก ทุกตัวจะเป็นสีดำพันธุ์เดียวกันหมด (ไม่รู้พันธุ์อะไร) ตัวเล็กใหญ่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือแววตา แม้จะเป็นหมาเจ้าหน้าที่ที่ดูดุดัน แต่สายตามันคาวาอี้มาก เห็นแล้วอยากจะจับยัดกระเป๋าเอาติดตัวไปด้วย

รถบัสที่จะพาเข้าสู่ terminal คันไม่ใหญ่เท่าไหร่ เลยต้องยืนเบียดกันนิดนึง

นักท่องเที่ยวมีพอประมาณ ขั้นตอนตรงนี้ใช้เวลารวดเร็วมาก ขอเพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมก็พอ

อร๊ากกกกกกก โดดขึ้นมาทับพ่อเลยลูก

รับกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็ไปขึ้นรถ shuttle bus เพื่อไปขึ้นรถต่อที่ domestic terminal

ในการเดินทางครั้งนี้ ผมมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกท่าน ซึ่งจะมาถึงช่วงประมาณบ่ายสอง ทำให้ผมมีเวลาอยู่ประมาณสามชั่วโมง

ด้วยเวลาที่ค่อนข้างมาก ผมเลยตัดสินใจเข้าเมืองไปซื้อของรับฝาก เพราะกลัวจะไม่มีเวลาซื้อ

การเดินทางเข้าเมืองนั้นง่ายมาก เพียงแค่คุณไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เดินทางเพียงสองสถานี คุณก็จะถึงเมือง Hakata ในเวลาเพียงสิบนาที เป็นการเดินทางเข้าเมืองที่เร็วที่สุดที่ผมเคยมาที่ประเทศนี้

จริงๆแล้ว ถ้าต้องการเข้าเมืองจาก international terminal ก็สามารถขึ้นรถบัสจากตรงนี้ได้เลย

ที่ domestic terminal ลงจากรถบัส เดินไปตามทางที่จะไป terminal 2 ระหว่างทางจะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน

to_hakata

จาก Fukuoka airport -> Higashi hie -> Hakata เพียงแค่สองสถานีเท่านั้น

เดินฆ่าเวลาไปพักใหญ่ กลับมาที่สนามบิน ระหว่างที่ยังพอมีเวลาเหลือ ผมก็เดินไปที่จุดขายตั๋วรถบัสเพื่อซื้อตั๋วไป Kumamoto ในครั้งนี้ผมไม่ได้ใช้ตั๋ว JR Pass เลยต้องหาวิธีการเดินทางที่ถูกและเหมาะสมที่สุด

การเดินทางไป Kumamoto นั้นทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นชินคันเซน, รถไฟธรรมดา หรือรถบัส เนื่องด้วยว่าเวลาเข้าช่วงบ่ายแล้ว การจะไป Kumamoto เร็วก็ไม่มีประโยชน์ เลยเลือกใช้รถบัสที่ถึงจะใช้เวลามากหน่อย แต่ก็ถูกมากเมื่อเทียบกับรถไฟ

ตัวเค้าน์เตอร์ขายตั๋วจะอยู่ด้านนอกสนามบิน บริเวณป้าย 13 กับ 14 หรือแถวป้ายรถ High way

รถบัสที่ไป Kumamoto เที่ยวเดียวจะอยู่ที่ 2,060 เยน แต่ถ้าซื้อเป็นคู่จะเหลือ 3,700 เยน หรือคนละ 1,850 เยนเท่านั้น ลดไปได้ 200 เยนเลยทีเดียว (ได้ค่าข้าวปั้นพอดี) ซื้อเสร็จแล้วก็รอรอบที่จะไป สามารถเช็คได้ที่ป้ายรถเมล์ โดยป้ายของ Kumamoto จะอยู่ที่ป้าย 3 รอบที่ผมขึ้นเป็นรอบ 14:50

คนขึ้นหน้าแน่น เรียกว่าเต็มคันน่าจะถูกกว่า เยอะถึงขั้นต้องเปิดเก้าอี้เสริมตรงกลางเลยทีเดียว นับว่าโชคดีมากที่ตอนมาถึงมีที่เหลือพอดี ไม่งั้นถ้าเต็มคงต้องรอรอบต่อไปอีกชม.นึง

ระหว่างที่เดินเล่นในเมือง Hakata ก็เจอศิลปะฝาผนังที่ไม่คิดว่าจะเจอในประเทศนี้… ก็สวยดีนะ

เป็นประเทศที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักไม่ว่าจะเมืองไหนก็ตาม

รถบัส High way ของ Nishitetsu จะอยู่แถวป้าย 12 ถึง 15 จะอยู่หน้าจุดขายตั่วรถบัส

สามารถซื้อจากเจ้าหน้าที่หรือตู้อัตโนมัติก็ได้ เจ้าหน้าที่พอพูดภาษาอังกฤษได้อยู่

ตั๋วคู่ Kumamoto ราคา 3,700 เยน จะมีอยู่ปุ่มเดียว แถวล่างสุด

ออกมาเป็นตั๋วคู่เช่นนี้

ปลายทางที่จะไปคือ Kumamoto Kotsu Center หรือก็คือป้ายล่างสุด

ป้าย 3 มุ่งหน้าสู่ Kumamoto

เลือกเวลาได้ตามใจชอบ สีเขียวคือวันธรรมดา สีแดงคือเสาร์ อาทิตย์

ภายในรถไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่ก็นั่งสบายตลอดการเดินทาง

ล้อหมุน มุ่งหน้าสู่ Kumamoto ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงหน่อยๆ ปลายทางที่ Kumamoto Kotsu Center จริงๆแล้วไม่ต้องฟังประกาศก็ได้ เพราะเป็นสถานีปลายทางพอดี ถ้าเผลอหลับแล้วมีคนปลุก ก็เตรียมลงได้เลย

ที่พักของผมคราวนี้อยู่ใกล้สถานีพอดี ชื่อ Nest Hotel Kumamoto นอกจากจะอยู่ใกล้สถานีรถบัสแล้ว ยังอยู่ใกล้ตรอก Shimotori และปราสาท Kumamoto มาก แต่ว่าจะอยู่ไกลจากสถานีรถไฟ Kumamoto ไปซักหน่อย

nest_hotel

อยู่ใจกลางเมือง ไปที่เที่ยวได้สบายๆ

โลโก้โรงแรมสวยประทับใจ

ด้านหน้าสว่างชัดเจน หาง่าย

front ดูดี มองเผินๆนึกว่าพนักงานสายการบินซักอย่าง -_-

เนื่องจากจังหวัดนี้คือบ้านเกิดของคุมะมง ฉะนั้นจะเห็นของที่ระลึกเป็นหมีดำหน้าเกรียนนี้อยู่ทุกที่ แม้แต่ในโรงแรม

ห้องกว้างขวาง สะอาด เรียบร้อย ในราคาประมาณ 1,200 บาทต่อคนต่อคืนเท่านั้น

หลังจาก check in เสร็จเรียบร้อย ก็ออกไปหาข้าวเย็นกินแถว Shimotori กัน ภายในจะมีร้านอาหารมากมายและมีร้านปาจิงโกะมากมายเช่นกัน

จากการเดินส่องมาหลายร้าน สุดท้ายก็ไปสะดุดร้านราเม็งร้านนึง หน้าตาของราเม็งดูแตกต่างจากที่เคยเห็นมาก่อน สิ่งนั้นก็คือจัมปง เป็นราเม็งราดหน้าผัก ดูๆไปแล้วก็เหมือนบะหมื่จีนชอบกล ด้วยความอยากลองเลยจัดอาหารเย็นที่ร้านนี้

เมนูที่ผมสั่งคือ Yasai-Tappuri หรือจัมปงเพิ่มผัก สิ่งที่ผมได้คือราเม็งที่มีผักเยอะเต็มชาม ปริมาณเยอะมาก ขนาดว่ากินเส้นหมดแล้วยังเหลือผักอีกเพียบ เป็นการกินราเม็งที่ปลอดโปร่งโล่งสบายที่สุดเท่าที่เคยกินมา (คืนนั้นถ่ายคล่องเป็นพิเศษ)

shimotori

ย่าน Shimotori อยู่ใจกลางเมือง สามารถเดินเท้าไปถึงได้สบายๆ หรือจะนั่งรถรางก็ได้

จากโรงแรมที่ผมพัก สามารถเข้าทาง Sun road ได้

แม้ว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักของเมือง แต่ผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ และมีหลายร้านเริ่มปิดร้านกันแล้ว

ข้างๆยังมีซอยย่อยๆอีกมากมาย

ร้านนางาซากิจัมปง เป็นร้านแฟรนไชส์ที่ผมเห็นอีกที่ที่ฟุกุโอกะ เพราะฉะนั้นน่าจะไม่ธรรมดา

สงสัยจะมีคนไทยมากินเยอะ ถึงขนาดมีเมนูภาษาไทย

เสริฟพร้อมเครื่องปรุง เป็นน้ำมันผสมส้มกับน้ำมันผสมขิง ลองผสมกับน้ำซุปแล้วก็อร่อยแปลกๆดี

เกี๊ยวซ่าร้านนี้ก็อร้อยใช้ได้

หมดวันไปง่ายๆ เกือบเวลาทั้งหมด หมดไปกับการเดินทาง ที่เหลือก็กินอย่างเดียว ยังไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ ตอนต่อไปจะเป็นการตามล่าซากุระเมืองแรกใน Kumamoto

วันนี้ก็ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 4
  •  
  •  

Warning: Missing argument 1 for cwppos_show_review(), called in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/themes/flat/content-single.php on line 29 and defined in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/wp-product-review/includes/legacy.php on line 18

1 comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *