Kita Kyushu Chapter 2: ซากุระครั้งแรก ณ คุมาโมโต้


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันเที่ยววันแรกอย่างจริงจัง หลังจากเดินทางหฤโหดมาต่อเนื่อง เพิ่งจะได้เริ่มภารกิจตามล่าซากุระซักที

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมได้มาเยือนคุมาโมโต้ เมืองแห่งนักรบที่นี้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งสถานที่ บรรยากาศ ยกเว้นสิ่งเดียวที่ต่างอย่างชัดเจนนั้นคือ อากาศที่เย็นสบาย เพราะปีก่อนผมดันมาตอนหน้าร้อน บอกได้เลยว่าร้อนไม่แพ้ไทย เผลอๆอาจร้อนกว่าเพราะแดดเมืองนี้แรงมาก ขนาดรอบนี้อากาศเย็น ลมแรง แต่ก็สัมผัสได้ถึงแดดที่แรงร้อนระอุ

เป้าหมายการไปชมซากุระก็คือปราสาทคุมาโมโต้ จากการอ่านรีวิวจะมีอยู่สองที่ที่ควรไปนั้นคือที่ปราสาทนี้และอีกที่คือสวนซุยเซนจิ แต่เนื่องจากว่าวันนี้จะต้องไปเบ็ปปุตั้งแต่ช่วงเย็นเลยตัดสวนซุยเซนจิออก และไปปราสาทซึ่งอยู่ใกล้แทน

โชคดีว่าที่พักผมนั้นอยู่ใกล้ปราสาท เลยสามารถเดินไปได้เลย ใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาทีก็ไปถึง แต่ถ้าพักอยู่ใกล้สถานี JR ก็สามารถนั่งรถรางมาลงได้เช่นกัน ใช้เวลาไม่นาน น่าจะประมาณ 5-6 ป้าย

เปิดวันใหม่ด้วยกาแฟกุลิโกะ ก็อร่อยดี แต่นึกว่าจะหวานกว่านี้ซะอีก

บรรยากาศยามเช้า เมืองนี้คนไม่เยอะ ถนนจะค่อนข้างโล่ง

ผู้คนไม่พลุกพล่านแบบเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

ตรอกชิโมโทริวันเสาร์ มีคนมารอต่อคิวเข้าร้านปาจิงโกะแต่เช้า

ระหว่างที่เดินผ่านตรอกนี้ ก็เห็นมีเตรียมจัดงานอะไรบางอย่าง

และแล้วผมก็พบซากุระของจริงครั้งแรก!!!! แม้จะเป็นแค่ต้นเล็กๆข้างทาง แต่ก็ทำให้ผมตื่นตาอย่างมาก

ปราสาทคุมาโมโต้สามารถเข้าได้หลายทาง พอไปถึงแล้วจะมีทางแยกให้เราเลือกเข้าประมาณสามสี่จุด ผมเลือกเข้าทางที่เดินรอบปราสาทเพราะเห็นแนวต้นซากุระพอดี

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสบรรยากาศชมซากุระของจริง มันน่าประทับใจมาก แนวต้นซากุระที่เริ่มบานพร้อมกับผู้คนที่มานั่งชมดอกไม้ มีทั้งคู่หนุ่มสาวและครอบครัวมาสังสรรค์ เป็นบรรยากาศที่ชวนเบิกบานรื่นรมย์

ทางเดินระหว่างไปปราสาท

หนึ่งในทางเข้าจากหลายๆทาง ถ้ามาจากตัวเมืองหรือลงจากรถราง ทางนี้จะอยู่ใกล้ที่สุด

บรรยากาศไม่ต่างจากตอนหน้าร้อน แต่สิ่งที่ต่างอย่างชัดเจนคืออากาศ สังเกตุได้จากเสื้อผ้าที่ต่างจากคราวก่อนชัดเจน

ปราสาทคุมาโมโต้มีจุดเด่นที่กำแพงหินสุดแข็งแกร่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาปราสาททั้งหมดของญีปุ่่น

เริ่มมีผู้คนมาจับจองที่ นั่งชมซากุระกัน

หมาที่เห็นในภูมิภาคมักจะตัวเล็กๆกัน สงสัยจะฮิตเลี้ยงหมาไซส์มินิ

น่าเสียดายที่มาเร็วไปหน่อย ถ้ามาช้ากว่านี้อีกซักสองสามวันคงเห็นแบบเต็มต้น

มีคู่หนุ่มสาวมากมายมาเดินชมดอกไม้ บรรยากาศโรแมนติกเสียเหลือเกิน

มุมมองที่หาได้ช่วงนี้เท่านั้น

เป็นปราสาทที่มีรากฐานแข็งแรงมาก

ใต้ปราสาทมีทางใต้ดินจำลองเหลืออยุ่บ้างเล็กน้อย เป็นทางสั้นๆพอให้ได้บรรยากาศ

หน้าทางเข้าขึ้นปราสาท ฟรีไม่เสียตังค์ (จริงๆคือเสียหน้าทางเข้าไปแล้ว)

อีกด้านนึงจะมีจุดขายของฝากและจุดนั่งพัก

แบบจำลองโครงสร้างปราสาท

แต่ละชั้นจะมีป้ายชื่อเรียงราย เข้าใจว่าเป็นประชาชนไม่ก็นักรบในยุคก่อน

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดจะมองเห็นวิวรอบๆคุมาโมโต้

จากจุดนี้จะเห็นคุมะมงยิ้มกลับมา… มันอยู่ทุกที่จริงๆ

เดินทัวร์ปราสาทเสร็จแล้ว ก็ไปเดินต่อที่โจไซเอ็น เป็นจุดพักและซื้อของทานข้าวใกล้ๆปราสาท เดินจากปราสาทใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น หรือถ้าเมื่อยแล้วก็สามารถที่จะนั่งรถบัสใกล้ๆปราสาทไปก็ได้ ค่าขึ้นฟรีไม่เสียตังค์

ที่โจไซเอ็นก็จะเป็นตลาดขนาดไม่กว้างมาก ตกแต่งแบบโบราณ ส่วนใหญ่แล้วจะขายอาหารโดยเฉพาะของหวาน มีร้านอาหารจริงๆไม่กี่ร้านและแต่ละร้านราคาค่อนข้างสูงอยู่ เลยไม่ค่อยแนะนำให้ทานอาหารเที่ยงที่นี่ซักเท่าไหร่

johsaien

ใกล้ๆ เดินชิวๆ

ระหว่างทางก็มีซากุระให้ชมเรื่อยๆ

เห็นแล้วอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก

ตอนที่ผมไปถึง มีกิจกรรมช่วยเก็บขยะพอดี สามารถไปขออุปกรณ์ที่ทางเข้าแล้วช่วยเก็บขยะได้ เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ

หน้าทางเข้าโจไซเอ็น

หน้าทางเข้าก็จะมีคุมะมงยืนต้อนรับ

ร้านตกแต่งแบบโบราณ ได้บรรยากาศ

ร้านส่วนใหญ่จะเป็นร้านของหวานไม่ก็ของทอด อาหารกินเล่น รสชาติอร่อยดี

ร้านซาลาเปาร้านนี้มีคนต่อคิวเยอะมาก ติดตรงที่รีบไป เลยไม่ได้ลอง

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ร้านนี้มีเต้าหู้หลากหลายชนิดให้เลือกมากมาย

และนี้ก็คือไอติมเต้าหู้…. จินตนาการว่าเอาเต้าหู้มากวนให้เละแล้วแช่เย็น นั้นละครับ รสชาติของมัน

จุดชมวิวด้านหลังของโจไซเอ็น

เนื่องด้วยผมต้องรีบไปเบ็ปปุก่อนช่วงเย็น เพื่อที่จะได้ไม่ถึงดึกเกินไปและจะได้มีเวลาแช่ออนเซ็น ทำให้ต้องรีบกลับไปที่พักเพื่อไปขึ้นรถไฟรอบประมาณบ่ายสี่

ระหว่างทางที่เดินกลับ ตรงตรอกชิโมโทริที่ตอนแรกมีการเตรียมจัดงานบางอย่าง ผมก็ได้เห็นโชว์เต้นพร้อมเสียงเพลงดังกระหึ่ม ซึ่งการแสดงที่ผมเห็นนั้นคือการเต้นโซรัน

ในช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วงที่มีงานแข่งโซรันพอดี เลยได้เห็นคณะแสดงมากมายทั้งเด็ก วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้สูงวัย ปกติผมไม่เคยดูการแสดงนี้แบบจริงจัง พอได้มาเห็นของจริงก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก

หนึ่งในคณะแสดงที่ผมมาทันพอดี

เวอร์ชั่นผู้สูงวัย

เด็กก็มี

คณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโต้ มาแบบเสื้อยืดกางเกงวอร์มเลยทีเดียว

อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ คนถือธง

หลุดออกมาจากตรอก ระหว่างทางกลับที่พักผมก็เห็นว่ามีอีกงานที่จัดอยู่ตรงลานกว้าง เป็นงานเทศกาลราเม็งที่มีราเม็งชื่อดังมากมายจากทั่วประเทศมาแสดงฝีมือกัน

ในงานก็จะมีร้านราเม็งอยู่รอบๆ สามารถเลือกซื้อมานั่งกินในเต้นท์ได้ จะมีร้านดังจากจังหวัดต่างๆ แต่ไม่รู้เป็นเพราะผมมาเลยช่วงเที่ยงแล้วรึเปล่า เลยไม่ค่อยเห็นคนซื้อกัน ที่ยังมีต่อแถวเยอะอยู่ก็มีแต่ราเม็งฮอกไกโด (เพิ่งรู้ว่าราเม็งฮอกไกโดมันอร่อยขนาดนั้น)

ทางเข้างานอย่างกับงานคอนเสิร์ต

ตัวงานจัดมาแบบง่ายๆ กางเต็นท์ผ้าใบธรรมดา

ร้านดูเงียบเหงา สงสัยเป็นเพราะมาเลยช่วงเที่ยงแล้ว

หันมาดูตรงที่นั่งกิน คนนี้แน่น

เหลือแค่ร้านราเม็งฮอกไกโดร้านเดียวที่ยังมีคนต่อคิวเยอะ

ถึงที่พัก เก็บกระเป๋าออกจากโรงแรม ได้เวลาเดินทางไปเบ็ปปุเมืองออนเซ็นกัน จากตัวเมืองไปที่สถานี JR จริงๆก็พอจะเดินได้ แต่เนื่องด้วยมีกระเป๋าเยอะเลยต้องขึ้นรถรางที่เป็นพาหนะหลักของที่นี้แทน

ขึ้นรถไฟสาย A ไปปลายทางสถานี ใช้เวลาไม่นานประมาณสิบนาที

สถานีคุมาโมโต้มีขนาดไม่ใหญ่ จริงๆเรียกได้ว่าเล็กเลย มีชานชะลาไม่เยอะนักทำให้หาทางขึ้นรถไฟไม่ยาก รถไฟที่ผมขึ้นเพื่อเดินทางไปเบ็ปปุเป็นรถไฟด่วนคิวชู ปกติราคา 4,620 เยน แต่ถ้าซื้อเป็นคู่จะตกคนละ 3,340 เยน

นั่งรถรางสาย A ปลายทางสถานี

ที่นี้ไม่มีรถไฟในเมือง จะใช้รถรางไม่ก็รถเมล์เป็นพาหนะหลัก

เจอกันอีกแล้ว คุมะมง

ของฝากเกือบทั้งหมดจะมีคุมะมงเป็นพรีเซนเตอร์

คุมะมงเต็มไปหมด

เค้าว่าราเม็งคุมาโมโต้อร่อย…. ก็อร่อยจริงๆนะ

ตั๋วรถแบบคู่ ราคารวม 6,680 เยน

เดินเลยชานชะลา 1 มา จะเห็นชานชะลา 0 ซ่อนข้างหลัง

เข้าใจว่าชานชะลา 0 สร้างทีหลัง ถ้ามีอีกสงสัยจะเป็นเลขติดลบ

รถด่วนสีแดงทรงพลัง ต้องวิ่งเร็วแน่ๆเลย

ข้างในกว้างขวาง แม้ว่าจะเก่าแล้ว แต่ก็ยังดูดี

ถ้าลืมซื้อข้าวกล่องก็มาซื้อบนนี้ได้

การเดินทางใช้เวลาทั้งหมดประมาณสองชม.หน่อยๆ กว่าจะถึงก็เย็นพอดี เส้นทางที่ไปเบ็ปปุจะมีผ่านภูเขาอะโสะด้วย เลยได้เห็นรถไฟ Aso Boy วิ่งสวนมา สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจอย่างนึงนั้นก็คือ ตอนที่สวนกันนั้นมีพนักงานจากอีกขบวนโบกมือมาให้ด้วย แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ตลอดการเดินทางก็จะมีวิวให้ชมเรื่อยๆ แต่ด้วยความที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดเลยไม่แต่ทุ่งนาให้ดู สุดท้ายก็เลยหลับรู้ตัวอีกทีก็ถึงที่หมาย

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่เมืองเบ็ปปุ ด้วยความที่ได้ยินมาว่าเป็นเมืองออนเซ็นและเป็นเมืองบ้านนอกทำให้ผมจินตนาการว่าต้องเป็นเมืองเล็กๆไม่เจริญเท่าไหร่ แต่ทันทีที่ออกมาจากสถานีรถไฟเท่านั้น ผมถึงกับตะลึง

ที่นี้ดูดีกว่าเมืองคุมาโมโต้เสียอีก บรรยากาศของเมืองให้ความรู้สึกคล้ายเมืองโอตารุในฮอกไกโด แต่เปลี่ยนรูปแบบจากเมืองหิมะเป็นเมืองออนเซ็น แต่ความรู้สึกจะคล้ายๆกันตรงที่เป็นเมืองที่ดูน่ารักชวนหลงไหล

รอบตัวทีแต่ทุ่งนาและภูผา

ผ่านเส้นทางไปภูเขาไฟอะโสะ

รถ Aso Boy ที่ผมพลาดไม่ได้ขึ้นครั้งที่แล้ว

เริ่มเข้าตัวเมืองเบ็ปปุ

ภาพที่เห็นต่างจากที่ผมจินตนาการไว้มากทีเดียว

ออกจากสถานีก็เจอบ่อออนเซ็นมือทันที สมแล้วที่เป็นเมืองออนเซ็น

อุ่นๆกำลังดี แต่แช่เสร็จแล้วต้องรีบเก็บมือเข้าเสื้อ เพราะเจอลมแล้วหนาวมาก

เมืองเล็กๆกำลังดี ไม่มีตึกสูงมากมาย

ออนเซ็นอยู่รอบตัวคุณ

แม้แต่มาสค็อตของเมืองยังเป็นออนเซ็น

ที่พักคราวนี้เป็นที่พักในเครือ Nishitetsu ซึ่งเป็นบริษัทรถบัส High Way ที่ผมนั่งตอนไปคุมาโมโต้ ตัวโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากสถานีเดินสิบนาทีถึง และด้วยความที่เป็นโรงแรมในเครือรถบัสผมเลยสามารถซื้อรถบัส Mini pass จากที่นี่ได้เลย

ตัวโรงแรมดูหรูหรา ระดับ 8.4 ดาวจาก Booking.com มีออนเซ็นในตัว ราคาต่อคืนเพียง 1,700 บาทเท่านั้น

nishitetsu

ระยะทางเพียงสองรอบสนามฟุตบอล

เดินข้ามแยก หันหน้าไปทาง Beppu Tower ก็จะเจอโรงแรมตั้งตระหง่าน

ภายในดูสวยทันสมัย

รับประกันความพึงพอใจระดับ 8.4

ภายในก็ดูดี

ห้องกว้างขวางอยู่สบาย

พักผ่อนพอประมาณ ได้เวลาออกไปหาข้าวเย็นกินกัน

เนื่องจากผมไม่ได้เตรียมหาร้านกินข้าวในเมืองนี้มาก่อน เลยไปขอร้านอาหารแนะนำจากทางโรงแรม สุดท้ายก็ได้แผนที่มา เลยลองเดินหาร้านตามแผนที่ดู

จากแผนที่ ร้านอาหารแนะนำจะอยู่แถว Kitahama ตลอดทางในตรอกบริเวณนี้จะมีร้านอาหารมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านเหล้า ด้วยความที่อยากกินซูชิของเมืองนี้ เลยเดินหาไปเรื่อย สุดท้ายก็หลงทางหาร้านแนะนำไม่เจอ แต่โชคดีที่เจอร้านซูชิตรงหน้าพอดี

ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆชื่อ Ishimatsu sushi ข้างในร้านดูเก่าแก่ มีลูกค้าแค่กลุ่มเดียว ที่นั่งมีไม่เยอะเป็นที่นั่งแบบเค้าน์เตอร์ซะส่วนใหญ่ ตอนแรกก็คิดว่าร้านนี้จะดีจริงรึเปล่า แต่สุดท้ายก็ลองดู

เมนูที่ผมเลือกเป็นเมนูแบบตามใจเชฟ คือแล้วแต่เชฟจะบันดาลมาเลย โดยมีทั้งหมดสามราคา ผมเลือกแบบแพงสุดราคา 2,800 เยน เจ็บแต่จบ อยากลองกินของดีมานานแล้ว

เชฟเข้าไปทำครัวซักพัก ประมาณสิบห้านาที พนักงานก็เอามาเสริฟ

ภาพที่เห็นตอนนั้น มันช่างดูงดงามมาก ผมไม่เคยซูชิหน้าตาดีขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ร้านดังๆที่เห็นในไทยยังไม่ขนาดนี้ มันดูดีมาก และยิ่งเอาเข้าไปแล้ว มันยิ่งดีเข้าไปใหญ่

….

สรุปคือ อร่อย

….

มาก

sushi

ร้านอยู่ในตรอก Shingu Dori

ร้านจะเปิดฟังแค่ตรงป้าย หน้าร้านเปิดสลัวมากจนนึกว่าปิดร้านแล้ว

ที่นั่งแบบเค้าน์เตอร์ พร้อมยาดองตรงหน้า

เชฟผู้มีประสบการณ์นับสิบปี

สวย มันสวยมาก

ลายเนื้อสุดยอด

ผมสั่งไข่หวานเพิ่ม จำไม่ได้ราคาเท่าไหร่ รู้แต่มันอร่อยมาก ไข่เหมือนแช่เย็นมา ตอนกินเลยแข็งๆ แต่อร่อยสุดๆ

อิ่มฟินเป็นที่เรียบร้อย เดินทางกลับโรงแรมไปแช่ออนเซ็นสบายใจ

ระหว่างทางกลับ ก็แวะเดินนู้นนี้ตามทาง สิ่งที่น่าสนใจก็คือดนตรีเปิดหมวกที่อยู่ทางใต้ดิน ดูแล้วก็เป็นเพียงคนเล่นกีตาร์เปิดหมวกทั่วๆไป แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดนั้นก็คือความเป็นกันเองของคนเล่นที่ยืนพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา เลยเห็นคนที่ผ่านไปมาเข้ามาขอเพลงและร้องเพลงด้วยกันอย่างสนุก เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกดี แตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวมาก

คนไม่ค่อยพลุกพล่านแต่สไตล์บ้านนอก

มองผ่านๆนึกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวในไทย รถกระบะแดงนี้ใช่เลย

ดนตรีเปิดหมวกสร้างสีสันให้กับเมืองที่เงียบสงบ

หมดวันอย่างประทับใจ ทั้งซากุระ เมืองเบ็ปปุ และสุดยอดซูชิ พรุ่งนี้จะเป็นวันทัวร์ออนเซ็นทั่วเมืองเบ็ปปุที่เรียกกันว่าทัวร์นรก ก็มาดูกันว่าจะนรกยังไง วันนี้ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 4
  •  
  •  

Warning: Missing argument 1 for cwppos_show_review(), called in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/themes/flat/content-single.php on line 29 and defined in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/wp-product-review/includes/legacy.php on line 18

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *