Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เดินทางต่อเนื่องมาสี่ชม.กว่า แดดข้างนอกแยงตากำลังดี เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เพราะทุกครั้งที่บินดึกผมจะนอนไม่ค่อยหลับ แล้วจะรู้สึกเพลียสุดๆ

ลืมตาตื่นก็ได้กลิ่นหอมบางอย่าง มองไปข้างๆก็พบเห็นข้าวกล่องอยู่สองกล่องวางอยู่

อ้อ ลืมบอกว่าไปว่า ที่นั่งผมอยู่ติดหน้าต่าง เป็นที่นั่งสามคน ตรงกลางไม่มีคนนั่ง ส่วนริมทางเดินมีโอบ้าจังนั่งอยู่หนึ่งคนถ้วน

ในขณะที่ผมงงอยู่ว่า ทำไมถึงมีข้าวกล่องวางอยู่ตรงที่ไม่มีคนนั่งถึงสองกล่อง ก็บังเอิญสบตากับโอบ้าจัง

เมื่อตาประสานกัน โอบ้าจังก็ร่ายคาถาใส่ทันที ด้วยความที่ผมเพิ่งตื่น ประกอบกับสกิลภาษาผมยังห่วยแตกมาก ก็ใช้เวลาพักนึงกว่าจะสื่อสารรู้เรื่อง สุดท้ายก็คือคุณป้ากับลูกสาวเค้าสั่งข้าวไว้ แต่ไม่หิวเลยวางทิ้งไว้ก่อน และเชิญชวนผมให้รับไปรับประทาน…. ทั้งสองกล่อง

ปฎิเสธพอเป็นพิธี เอามือกุมหัว เอียงคอหน่อยๆและรับไว้แต่โดยดี เป็นการเดินทางที่วิเศษสุดจริงๆ นอนหลับแถมมีข้าวกิน ไม่เคยบินมาญี่ปุ่นแล้วรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน ว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า

เมื่อเครื่องบินเข้าสู่น่านฟ้าฟุกุโอกะ ก็รู้สึกได้ถึงลมเย็นที่เกาะหน้าต่าง นี้แหละคือบรรยากาศที่ผมถวิลหา

ภูมิภาคนี้ไม่มีตึกมากมายเหมือนเมืองใหญ่อย่างโตเกียว มีแต่ภูเขาเรียงรายเต็มไปหมด

ถึงสนามบินเป็นที่เรียบร้อย ที่สนามบินนี้จะประกอบ International terminal และ Domestic terminal อีกสามตึก เชื่อมต่อกันด้วย shuttle bus

พอลงจากเครื่องก็จะมีรถบัสพาไปที่ terminal เหมือนครั้งที่แล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะบางสายการบินรึเปล่าที่ไม่มีที่เทียบท่า

ถึง terminal แล้ว ก็เตรียมตัวผ่านตม. ทุกอย่างราบรื่นไม่โดนสงสัยอะไร จากนั้นก็ลงไปเอากระเป๋าตามปกติ แต่ว่าคราวนี้ต่างจากครั้งก่อนนั้นคือ ระหว่างที่ผมกำลังรอกระเป๋าอยู่นั้น ก็โดนสัมผัสจากสิ่งมีชีวิตบางอย่าง พอหันไปมองก็เจอเจ้าหมาสีดำตัวใหญ่ กำลังดมตัวอยู่

หมาตรวจกระเป๋าที่นี้น่ารักมว๊ากกกกกกกกก ทุกตัวจะเป็นสีดำพันธุ์เดียวกันหมด (ไม่รู้พันธุ์อะไร) ตัวเล็กใหญ่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือแววตา แม้จะเป็นหมาเจ้าหน้าที่ที่ดูดุดัน แต่สายตามันคาวาอี้มาก เห็นแล้วอยากจะจับยัดกระเป๋าเอาติดตัวไปด้วย

รถบัสที่จะพาเข้าสู่ terminal คันไม่ใหญ่เท่าไหร่ เลยต้องยืนเบียดกันนิดนึง

นักท่องเที่ยวมีพอประมาณ ขั้นตอนตรงนี้ใช้เวลารวดเร็วมาก ขอเพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมก็พอ

อร๊ากกกกกกก โดดขึ้นมาทับพ่อเลยลูก

รับกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็ไปขึ้นรถ shuttle bus เพื่อไปขึ้นรถต่อที่ domestic terminal

ในการเดินทางครั้งนี้ ผมมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกท่าน ซึ่งจะมาถึงช่วงประมาณบ่ายสอง ทำให้ผมมีเวลาอยู่ประมาณสามชั่วโมง

ด้วยเวลาที่ค่อนข้างมาก ผมเลยตัดสินใจเข้าเมืองไปซื้อของรับฝาก เพราะกลัวจะไม่มีเวลาซื้อ

การเดินทางเข้าเมืองนั้นง่ายมาก เพียงแค่คุณไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เดินทางเพียงสองสถานี คุณก็จะถึงเมือง Hakata ในเวลาเพียงสิบนาที เป็นการเดินทางเข้าเมืองที่เร็วที่สุดที่ผมเคยมาที่ประเทศนี้

จริงๆแล้ว ถ้าต้องการเข้าเมืองจาก international terminal ก็สามารถขึ้นรถบัสจากตรงนี้ได้เลย

ที่ domestic terminal ลงจากรถบัส เดินไปตามทางที่จะไป terminal 2 ระหว่างทางจะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน

to_hakata

จาก Fukuoka airport -> Higashi hie -> Hakata เพียงแค่สองสถานีเท่านั้น

เดินฆ่าเวลาไปพักใหญ่ กลับมาที่สนามบิน ระหว่างที่ยังพอมีเวลาเหลือ ผมก็เดินไปที่จุดขายตั๋วรถบัสเพื่อซื้อตั๋วไป Kumamoto ในครั้งนี้ผมไม่ได้ใช้ตั๋ว JR Pass เลยต้องหาวิธีการเดินทางที่ถูกและเหมาะสมที่สุด

การเดินทางไป Kumamoto นั้นทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นชินคันเซน, รถไฟธรรมดา หรือรถบัส เนื่องด้วยว่าเวลาเข้าช่วงบ่ายแล้ว การจะไป Kumamoto เร็วก็ไม่มีประโยชน์ เลยเลือกใช้รถบัสที่ถึงจะใช้เวลามากหน่อย แต่ก็ถูกมากเมื่อเทียบกับรถไฟ

ตัวเค้าน์เตอร์ขายตั๋วจะอยู่ด้านนอกสนามบิน บริเวณป้าย 13 กับ 14 หรือแถวป้ายรถ High way

รถบัสที่ไป Kumamoto เที่ยวเดียวจะอยู่ที่ 2,060 เยน แต่ถ้าซื้อเป็นคู่จะเหลือ 3,700 เยน หรือคนละ 1,850 เยนเท่านั้น ลดไปได้ 200 เยนเลยทีเดียว (ได้ค่าข้าวปั้นพอดี) ซื้อเสร็จแล้วก็รอรอบที่จะไป สามารถเช็คได้ที่ป้ายรถเมล์ โดยป้ายของ Kumamoto จะอยู่ที่ป้าย 3 รอบที่ผมขึ้นเป็นรอบ 14:50

คนขึ้นหน้าแน่น เรียกว่าเต็มคันน่าจะถูกกว่า เยอะถึงขั้นต้องเปิดเก้าอี้เสริมตรงกลางเลยทีเดียว นับว่าโชคดีมากที่ตอนมาถึงมีที่เหลือพอดี ไม่งั้นถ้าเต็มคงต้องรอรอบต่อไปอีกชม.นึง

ระหว่างที่เดินเล่นในเมือง Hakata ก็เจอศิลปะฝาผนังที่ไม่คิดว่าจะเจอในประเทศนี้… ก็สวยดีนะ

เป็นประเทศที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักไม่ว่าจะเมืองไหนก็ตาม

รถบัส High way ของ Nishitetsu จะอยู่แถวป้าย 12 ถึง 15 จะอยู่หน้าจุดขายตั่วรถบัส

สามารถซื้อจากเจ้าหน้าที่หรือตู้อัตโนมัติก็ได้ เจ้าหน้าที่พอพูดภาษาอังกฤษได้อยู่

ตั๋วคู่ Kumamoto ราคา 3,700 เยน จะมีอยู่ปุ่มเดียว แถวล่างสุด

ออกมาเป็นตั๋วคู่เช่นนี้

ปลายทางที่จะไปคือ Kumamoto Kotsu Center หรือก็คือป้ายล่างสุด

ป้าย 3 มุ่งหน้าสู่ Kumamoto

เลือกเวลาได้ตามใจชอบ สีเขียวคือวันธรรมดา สีแดงคือเสาร์ อาทิตย์

ภายในรถไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่ก็นั่งสบายตลอดการเดินทาง

ล้อหมุน มุ่งหน้าสู่ Kumamoto ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงหน่อยๆ ปลายทางที่ Kumamoto Kotsu Center จริงๆแล้วไม่ต้องฟังประกาศก็ได้ เพราะเป็นสถานีปลายทางพอดี ถ้าเผลอหลับแล้วมีคนปลุก ก็เตรียมลงได้เลย

ที่พักของผมคราวนี้อยู่ใกล้สถานีพอดี ชื่อ Nest Hotel Kumamoto นอกจากจะอยู่ใกล้สถานีรถบัสแล้ว ยังอยู่ใกล้ตรอก Shimotori และปราสาท Kumamoto มาก แต่ว่าจะอยู่ไกลจากสถานีรถไฟ Kumamoto ไปซักหน่อย

nest_hotel

อยู่ใจกลางเมือง ไปที่เที่ยวได้สบายๆ

โลโก้โรงแรมสวยประทับใจ

ด้านหน้าสว่างชัดเจน หาง่าย

front ดูดี มองเผินๆนึกว่าพนักงานสายการบินซักอย่าง -_-

เนื่องจากจังหวัดนี้คือบ้านเกิดของคุมะมง ฉะนั้นจะเห็นของที่ระลึกเป็นหมีดำหน้าเกรียนนี้อยู่ทุกที่ แม้แต่ในโรงแรม

ห้องกว้างขวาง สะอาด เรียบร้อย ในราคาประมาณ 1,200 บาทต่อคนต่อคืนเท่านั้น

หลังจาก check in เสร็จเรียบร้อย ก็ออกไปหาข้าวเย็นกินแถว Shimotori กัน ภายในจะมีร้านอาหารมากมายและมีร้านปาจิงโกะมากมายเช่นกัน

จากการเดินส่องมาหลายร้าน สุดท้ายก็ไปสะดุดร้านราเม็งร้านนึง หน้าตาของราเม็งดูแตกต่างจากที่เคยเห็นมาก่อน สิ่งนั้นก็คือจัมปง เป็นราเม็งราดหน้าผัก ดูๆไปแล้วก็เหมือนบะหมื่จีนชอบกล ด้วยความอยากลองเลยจัดอาหารเย็นที่ร้านนี้

เมนูที่ผมสั่งคือ Yasai-Tappuri หรือจัมปงเพิ่มผัก สิ่งที่ผมได้คือราเม็งที่มีผักเยอะเต็มชาม ปริมาณเยอะมาก ขนาดว่ากินเส้นหมดแล้วยังเหลือผักอีกเพียบ เป็นการกินราเม็งที่ปลอดโปร่งโล่งสบายที่สุดเท่าที่เคยกินมา (คืนนั้นถ่ายคล่องเป็นพิเศษ)

shimotori

ย่าน Shimotori อยู่ใจกลางเมือง สามารถเดินเท้าไปถึงได้สบายๆ หรือจะนั่งรถรางก็ได้

จากโรงแรมที่ผมพัก สามารถเข้าทาง Sun road ได้

แม้ว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักของเมือง แต่ผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ และมีหลายร้านเริ่มปิดร้านกันแล้ว

ข้างๆยังมีซอยย่อยๆอีกมากมาย

ร้านนางาซากิจัมปง เป็นร้านแฟรนไชส์ที่ผมเห็นอีกที่ที่ฟุกุโอกะ เพราะฉะนั้นน่าจะไม่ธรรมดา

สงสัยจะมีคนไทยมากินเยอะ ถึงขนาดมีเมนูภาษาไทย

เสริฟพร้อมเครื่องปรุง เป็นน้ำมันผสมส้มกับน้ำมันผสมขิง ลองผสมกับน้ำซุปแล้วก็อร่อยแปลกๆดี

เกี๊ยวซ่าร้านนี้ก็อร้อยใช้ได้

หมดวันไปง่ายๆ เกือบเวลาทั้งหมด หมดไปกับการเดินทาง ที่เหลือก็กินอย่างเดียว ยังไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ ตอนต่อไปจะเป็นการตามล่าซากุระเมืองแรกใน Kumamoto

วันนี้ก็ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 4
  •  
  •  


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เริ่มต้นภารกิจใหม่กับการไปดูชมซากุระที่แดนอาทิตย์อุทัย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้เห็นต้นซากุระบานของจริง ปกติก็เคยเห็นแต่ในหนังสือหรือการ์ตูน อยากจะรู้จริงๆว่าของจริงมันจะขนาดไหนเชียว

จริงๆแล้วทริปนี้คิดจะไปมาพักใหญ่ แต่เพิ่งจะมาเตรียมตัวเอาก่อนเดินทางแค่สองสามวัน แผนเลยค่อนข้างทุลักทุเล แต่หลักๆก็คือการไปดูซากุระตามจุดสำคัญต่างๆที่แนะนำในเว็บไซต์

สถานที่ที่จะไปคือแถวคิวชูตอนเหนือ ประกอบไปด้วย ฟุกุโอกะ, คุมาโมโต้, และเมืองเบ็ปปุในโออิตะ โดยใช้สายการบิน JetStar เที่ยวบิน 3K 509 เดินทางเวลาตีสองของไทย ถึงที่หมายประมาณสิบโมงเช้า

Capture

ลากเส้นเป็นสามเหลี่ยมสวยงาม

เริ่มต้นเดินทางตามปกติ จากบ้านขึ้นแท๊กซี่ไป Airport Link มักกะสัน แล้วต่อรถไฟยาวไปถึงสนามบิน

เมื่อก่อนผมเคยใช้บริการรถไฟ Airport Link เป็นประจำอยู่ช่วงนึง เลยพอจะรู้ว่ามีคนใช้บริการค่อนข้างเยอะ แต่คราวนี้เยอะผิดปกติ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุการณ์รถไฟเสียก่อนหน้านี้รึเปล่า ทำเอาคนเบียดไม่ต่างจาก BTS ถ้าใครมีกระเป๋าใหญ่มากกว่าหนึ่งใบ คงจะเข้าไปได้ค่อนข้างยาก (ขนาดมีแค่ใบเดียวยังโดนมองค้อน ฮ่าๆๆๆ)

เนื่องด้วยผมยังไม่ได้แลกเงินเอาไว้ เลยไปแลกเงินที่สนามบินแทน หลังจากออกจากสถานีรถไฟ ตรงบริเวณด้านข้างของที่ตรวจตั๋วจะมีธนาคารและร้านแลกเงิน Superrich อยู่ ซึ่งจะมีทั้งร้านสีส้มและสีเขียว ตัวร้านสีส้มจะอยู่ตรงข้ามกับธนาคารกรุงไทยด้านหน้า จะเห็นคนต่อแถวยาว ตัวเค้าน์เตอร์จะมีแค่สองช่องทำให้ต้องรอซักพักถึงจะได้ใช้บริการ (ตอนผมไปต่อคิวเปิดช่องเดียว ยิ่งต้องรอนานกว่าเดิม -_-)

เดินออกจากที่ตรวจตั๋ว เลี้ยวขวาเดินมานิดนึงจะเห็นร้าน

ได้เงินแล้ว ก็ถึงเวลาขึ้นไปฝากกระเป๋า สิ่งที่น่าตกใจก็คือ หลังพ้นบันไดเลื่อนขึ้นมาก็เจอผู้คนมหาศาล ซึ่งเยอะกว่าปีที่แล้วมาก หรือเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้มาบินที่สนามบินนี้เลยไม่ชินรึยังไง แต่นี้มันเยอะมหาศาล เดินลำบากสุดๆ

เดินอึ้งไปเรื่อยๆ ก็เจอของใหม่แปลกตา เป็นป้ายเหลืองๆเต็มไปหมด นอกจากนั้นยังมีเค้าน์เตอร์เรียงรายอยู่ตามข้างทาง มีป้ายเขียนว่า X-PRESS

เจ้าสิ่งนี้ก็คือระบบ check in และ bag drop แบบเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารให้เสียเวลากับหน้าเค้าน์เตอร์ให้น้อยลง โดยวิธีการใช้งานจะมีเค้าเตอร์อยู่ด้านข้างเป็นจุดๆ เป็นตู้อิเล็กทรอนิค มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการ

เท่าทีผมอยู่มองและงงอยู่พักนึง เข้าใจว่าระบบนี้จะเป็นจะทำเสมือนเป็นจุดรับฝาก check in และรับกระเป๋าให้ก่อน เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่จะไปจัดการเรื่องที่เค้าน์เตอร์ให้ ระหว่างนั้นผู้โดยสารก็ไปลัลล้าไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอให้เมื่อย

แต่น่าเสียดายที่ระบบนี้สามารถใช้กับสายการบินได้บางสายการบินเท่านั้น low cost อย่าง JetStar หมดสิทธิ์ไปเลย น่าเสียดายจริงๆ

นอกจากจะ check in และโหลดกระเป๋าแบบด่วนแล้ว ยังได้สิทธิลด 5% ของ King Power อีกต่างหาก

จุด check in จะทำกับเครื่องนี้ หลังจากที่ทำเสร็จแล้ว ก็นำกระเป๋าไปที่หน้าเค้าน์เตอร์ของ X-PRESS เพื่อโหลดกระเป๋าได้เลย

แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้บริการนี้ ว้า แย่จัง

ผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้รับบริการดีๆเช่นนี้ ก็เดินหงอยลากกระเป๋าไปเตรียม check in แต่เจ้ากรรม ดันมาเร็วไปหน่อย ตัวเค้าน์เตอร์จะเปิดให้ check in ได้ตอนห้าทุ่ม แต่ดันมาถึงตั้งแต่สามทุ่ม เล่นเอาไม่มีอะไรทำไปสองชม. เลยต้องไปเดินเล่นหาข้าวกิน นั่งชมฝูงชนเดินขวักไขว่ ภิรมย์ยิ่งนัก

JetStar จะอยู่ที่ row E สังเกตุอภิมหามวลชนมหาศาลมาก

คนเยอะจนไม่มีเก้าอี้ให้นั่งเลยทีเดียว

เดินวิ่งกลิ้งพักใหญ่ ก็ถึงเวลา check in ซักที

ดำเนินขั้นตอนตามปกติ ผ่านตม.เรียบร้อย แต่ยังเหลือเวลาอีกประมาณสองชม.ถึงจะขึ้นเครื่องได้ เลยว่าจะไปลองใช้สิทธิเพื่อไปนั่งเล่นที่ห้องรับรอง Royal Orchid

โดยตัวห้องรับรองของกลุ่มการบินไทยจะมีสองจุดคือแบบธรรมดาจะอยู่ที่ gate E ส่วนแบบระดับสูงจะอยู่ที่ gate C และ D

สิทธิที่ผมจะใช้คือสิทธิของบัตรเครดิต Premier กสิกร ที่สามารถใช้ห้องรับรอง Royal Orchid ได้ ไม่รอช้า เดินถ่อไปไกลจนถึง gate E

ป้ายบอกทางไปห้องรับรองของค่ายต่างๆ

เดินมาด้าน gate E ลงมาที่ชั้น 3

จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ

ถึงแล้ว แต่ว่าตัว Royal Orchid จะปิดช่วงดึก เลยต้องไปห้องตรงข้ามก็คือ Royal Silk แทน

เดินอ้อมมาอีกด้านจะมีห้อง Royal Silk

เดินมาไกล ในที่สุดก็ถึง เลยเข้าไปเพื่อขอใช้บริการ แต่ทว่าก็ต้องเจอข่าวร้าย….. ห้องนี้สามารถใช้ได้เฉพาะผู้โดยสารที่ถือตั๋วของสายการบินไทยหรือสายการบินที่ร่วมโปรโมชั่น….. ถูกๆอย่าง JetStar น่ะ อย่าหวัง

สิ้นหวังและผิดหวังอย่างสุดๆ น้อยใจที่เป็นสายการบินราคาถูก เลยอดไปนอนเล่นในนั้นซะงั้น สุดท้ายก็ทำใจเดินข้ามไปอีกฟากเพื่อไปรอเครื่องที่ gate C

แม้ว่า E กับ C ตัวอักษรจะต่างกันแค่สองตัว แต่ระยะทางนั้นไกลมาก เรียกได้ว่าคนละฟากกันเลย กว่าจะไปถึงก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย เล่นเอาเหงื่อออกพอใช้ได้

พอไปถึง gate C1 ก็เข้าไปนั่งรอเตรียมขึ้นเครื่อง จนถึงเวลาตีสองตามเวลานัดหมาย ทุกคนก็เดินเข้าไปเพื่อขึ้นเครื่องกัน แต่พอไปถึงหน้าประตูก็เจอคนยืนออกันอยู่ ไม่สามารถเข้าไปได้ รออยู่ซักพักจนเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีเหตุขัดข้อง ต้องขอดีเลย์ไปก่อน

…….

ดีเลย์

……

ตอนตีสองเนี่ยนะ

……..

ตอนนั้นทั้งเซ็ง เหนื่อย และหงุดหงิด เพราะเวลาตีสองมันดึกมากแล้ว ยังต้องมารออีกร่วมชม. จะหลับก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะขึ้นได้เมื่อไหร่ จนสุดท้ายตีสามถึงจะได้ขึ้น เป็นการขึ้นเครื่องบินที่เหนื่อยที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะยิ่งง่วงก็ยิ่งหลับง่าย เพราะถึงคราวนี้จะเหนื่อยมาก แต่เป็นครั้งแรกที่ผมหลับบนเครื่องได้สำเร็จ (ถึงจะแค่สองชม.ก็เถอะ)

เป็นการเริ่มต้นเดินทางที่ระทึกกว่าทุกๆครั้งมา ในตอนต่อไปจะเป็นการตามหาซากุระที่เมืองคุมาโมโต้

วันนี้ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 2
  •  
  •  


Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 380

Warning: in_array() expects parameter 2 to be array, string given in /home/content/31/10462331/html/babedev/blog/wp-content/plugins/facebook-button-plugin/facebook-button-plugin.php on line 383

เข้าสู่วันสุดท้ายของทริปนี้ รวดเร็วมากพริบตาเดียวก็ครบสิบวัน

วันนี้เป็นวันสุดชิว เป้าหมายคือเดินหาซื้อของฝากและฝากซื้อมากมายหลายรายการ สถานที่หลักๆก็จะมีชินจูกุ, ฮาราจูกุ, ชิบูย่า, และอากิฮาบาร่า

วันนี้แทบไม่ได้ถ่ายรูป เดินถือของกับเดินหาร้านรัวๆ ร้านที่ประทับใจก็คงจะเป็น Onitsuka Tiger สาขาฮาราจูกุ ที่เดินหายากใช่ย่อย นอกจากจะอยู่ห่างจากสถานีพอประมาณ แล้วยังอยู่ในซอยที่ไม่น่าคิดว่าจะมีร้านตั้งอยู่

DSC_7355

รอบข้างไม่มีร้านอื่นอะไร ช่างสรรหาที่ตั้งร้านได้ดีจริงๆ พนักงานพูดไทยได้ น่าประทับใจ

DSC_7356

ทีฮาราจูกุมี LINE Shop มีสินค้า LINE มากมาย ชวนให้เสียตังค์

DSC_7357

เห็นแล้วอยากจะซื้อไปตั้งที่บ้าน

DSC_7358

อภิมหาบิ๊กบราวน์

DSC_7360

ห้องของบราวน์

DSC_7363

ค่ำคืนที่อากิบะ

ในที่สุดก็จบทริปอย่างสวยงาม เดินกันเกือบสองแสนก้าว เท้าระบมกันทุกวัน โชคดีที่คณะเดินทางไม่มีใครเจ็บป่วยหรือเป็นอะไรไป

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม แม้จะเขียนไม่รู้เรื่องไปบ้าง (กลับมาอ่านเองก็งงเองว่าตูเขียนอะไรไป) ไว้รอบหน้าเจอกันใหม่

สวัสดี ราตรีสวัสดิ์ครับ

  • 36
  •  
  •